0


นักวิชาการ มธ. ชี้ มองไปข้างหน้ารัฐธรรมนูญต้องคืนอำนาจให้ประชาชน 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการเสวนาวิชาการ โดยมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ร่วมอภิปรายถึงปัญหารัฐธรรมนูญไทย และทางออก ชี้ภาวะวิกฤตรัฐธรรมนูญไทยมาถึงจุดที่ไม่อาจวางหลักในการจัดสรรอำนาจและความขัดแย้งให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และเชื่อว่าต้องหวนคืนสู่แนวทางประชาธิปไตยจึงจะเป็นทางออก

ศ. ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นักวิชาการจากคณะศิลปศาสตร์ ชี้ว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้นชี้ว่ามักมีการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจัดการปัญหาความขัดแย้ง ยังไม่มีประเพณีประชาธิปไตย แต่ยังคงใช้ประเพณีการยึดอำนาจ ซึ่งหากยึดหลักการประชาธิปไตยแล้ว รัฐธรรมนูญต้องแปรเจตนารมณ์และอุดมคติของฝ่ายต่างๆ มาเป็นแนวทางปฏิบัติให้ได้ และต้องให้ระบบรัฐสภา รัฐบาลและตุลาการทำงานได้ โดยต้องผ่านการลองผิดลองถูก โดยยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการปรับปรุงมาประมาณ 27-28 ครั้ง แต่ไม่ได้ถูกยกเลิกและเขียนขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ต้องมีการถ่วงดุล และมีอุดมคติเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียม เหมือนไฟที่ต้องจุดให้ลุกโพลงตลอดเวลา และดับลงไม่ได้

ศ. ดร. เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่าประเทศไทยสิบปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ใช่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธปิไตย แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย โดยชี้ว่ารัฐธรรมนญที่จะแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้จะต้อง แก้ปัญหาการบิดเบือนฉวยใช้อำนาจของเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งโดยไม่ติดกับดักอำนาจนิยมของรัฐราชการ

ทั้งนี้ ดร.เกษียรชี้ว่า ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นทศวรรษของการไร้สเถียรภาพทางการเมือง ไม่มีความต่อเนื่องทางนโยบาย และไม่มีความต่อเนื่องของรัฐบาล และการมีรัฐธรรมนูญที่ใช้ไปแล้ว 3 ฉบับ และกำลังร่างฉบับที่ 4 แสดงว่าการทำให้รัฐธรรมนูญลงตัวกับสถานการณ์การเมืองนั้นเป็นเรื่องยาก

ดร.เกษียร ชี้ว่า แนวทางประชาธิปไตยอันมีมหากษัตริย์เป็นประมุขมีอัจฉริยภาพ สมานหลักความชอบธรรมทางการเมืองสามประการเข้าด้วยกันอย่างแยบคาย คือ ความชอบธรรมทางประเพณีอันเกี่ยวพันกับกษัตริย์ ความชอบธรรมของกฎหมาย และความชอบธรรมเชิงบารมีจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่อุปสรรคปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นประชาธิปไตย ก็คือการขยับหลักประชาธิปไตยออกห่างจากองค์ประกอบความชอบธรรมอื่น เกิดปัญหาความไม่ชอบธรรมเรื้อรังของระบอบไม่ประชาธิปไตย เกิดการแย่งชิงอำนาจในการแย่งชิงพื้นทื ยืดเยื้อและไม่อาจหาข้อยุติตัดสินโดยมติของเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งได้ และแทนที่จะแก้ปัญหาการบิดเบือนฉวยใช้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง ด้วยการเพิ่มระดับความเป็นประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมากลับมีการแก้ปัญหาโดยลดความเป็นประชาธิปไตยลง และตัดทอนช่องทางใหม่ๆ ของกลุ่มต่างๆ ที่เรียกร้องและแสดงออกทางการเมืองเช่นการห้ามการชุมนุม หรือโซเชียลมีเดีย เหลือแต่ช่องทางในระบบ

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จากคณะนิติศาสตร์ ชี้ว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญไทยคือมีการตีความที่ไม่แน่นอน และยังไม่แน่ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินอยู่จะใช้เวลานานเท่าใด โดยยกตัวอย่างกรณีการรัฐประหารสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเมื่อเข้าสู่อำนาจก็ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญถึง 9 ปี และได้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2511 ซึ่งถูกใช้เพียงแค่ 3 ปีก่อนจะถูกยกเลิกไปอีก

ดร.วรเจตน์กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพในความเท่าเทียมของประชาชน และต้องตรวจสอบนักการเมืองด้วยมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า รัฐธรรมนูญไทยในช่วงหลังนั้นได้สูญเสียคุณค่าที่ควรจะเป็น ไม่มีสภาวะที่จะยึดโยงคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติอีกต่อไป ห่วงโซ่ของความชอบธรรมทางประชาธิปไตยนั้นขาดไป ขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน ทางแก้คือต้องกลับเข้าสู่หลักประชาธิปไตย โดยเขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ควรปล่อยผ่านไป และฝากถึงนักการเมืองที่อยากกลับสู่สนามเลือกตั้งว่าให้คิดถึงวันข้างหน้า และคิดถึงประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจด้วย

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลรองอธิการบดีฝ่ายบริหารกล่าวว่าแม้รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะระบุว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่การมีมาตรา 44 อยู่ทำให้การปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย และขณะนี้ประเทศไทยกำลังถอยหลังไปสู่การถกเถียงว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งเขาเห็นว่าประชาชนต้องปกครองตนเองกันให้ได้ และต้องกลับสู่การเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเขาก็เชื่อว่ากองทัพก็มีการถอดบทเรียนในเรื่องนี้และคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้ จะไม่แย่กว่าฉบับที่ไม่ผ่านมติ สนช. และจะพาประชาชนกลับสู่การปกครองตัวเอง พร้อมทั้งเสนอว่า ฝ่ายตุลาการก็ควรกลับสู่การทำหน้าที่ตุลาการ และปล่อยให้นิติบัญญัติและฝ่ายบริหารตรวจสอบถ่วงดุลกันไป 

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top