\
แรงงานไทยไหลตายที่อิสราเอลเป็นรายที่ 14 ในปีนี้แล้ว ทูตระบุแรงงานไทยไหลตายกว่า 20 คนต่อปี เผยแพทย์สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับยีน ขณะที่การทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอก็มีส่วน ยอมรับสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน และมีนายจ้างบางส่วนที่เอารัดเอาเปรียบ
น.ส.อังสนา สีหพิทักษ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา มีแรงงานชายไทยอายุ 27 ปี ชาว จ.มหาสารคาม ซึ่งเดินทางไปทำงานในอิสราเอล ได้เสียชีวิตด้วยโรคไหลตาย นับเป็นแรงงานไทยคนที่ 14 ที่เสียชีวิตในปีนี้ ขณะที่สถิติที่มีการจัดเก็บอย่างเป็นทางการพบว่าในช่วงปี 2552 จนถึงปี 2558 มีแรงงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคนี้ในอิสราเอลแล้ว 182 ราย หรือโดยเฉลี่ยปีละประมาณกว่า 20 ราย สำหรับรายล่าสุดนี้ญาติแจ้งว่าบิดาเคยเสียชีวิตด้วยอาการเดียวกันมาแล้ว
น.ส.อังสนา กล่าวว่าเนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้มีไม่น้อย สถานทูตฯ เห็นว่าควรมีการผ่าพิสูจน์ศพเพื่อหาสาเหตุและศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมายังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากญาติผู้เสียชีวิตต้องการให้ส่งศพกลับภูมิลำเนาโดยเร็วและไม่ต้องการให้ผ่าพิสูจน์
“แพทย์มีข้อสันนิษฐานว่านอกจากปัจจัยทางพันธุกรรมแล้ว การทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอสุขอนามัยและการกินก็มีส่วน ขณะนี้กระทรวงแรงงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือกันแล้วว่าแรงงานไทยที่จะเดินทางมาทำงานในอิสราเอลจำเป็นต้องได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไหลตายหรือไม่”
น.ส.อังสนา กล่าวว่า ในแง่ความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในอิสราเอลนั้น จากรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นปีนี้ ชี้ให้เห็นว่า สภาพความเป็นอยู่ยังมีคุณภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สถานทูตเองได้รายงานเรื่องนี้ไปยังกระทรวงแรงงานแล้วเพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอิสราเอลบังคับใช้กฎหมายและตรวจตรานายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ตกลงไว้กับแรงงาน รวมทั้งพยายามผลักดันเรื่องการยกระดับสภาพการทำงาน และความเป็นอยู่ให้ได้มาตรฐานสากล หรือยอมรับได้ แม้สิ่งนี้จะป้องกันการไหลตายโดยตรงไม่ได้ แต่ก็จะทำให้แรงงานทั่วไปมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้แรงงานไทยบางส่วนยังมีปัญหาเรื่องค่าแรง สวัสดิการ และการหักภาษีที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งปัญหานี้ก็เกิดกับแรงงานชาติอื่น เช่น ฟิลิปปินส์ด้วย
“สิ่งที่สถานทูตอยากให้ทำคือ เมื่อทางอิสราเอลซึ่งรับแรงงานจากไทยภายใต้โครงการร่วมมือไทย-อิสราเอล ไม่ทำอะไร เราคงต้องต่อรอง และมาตรการที่ได้ผลที่สุดยิ่งกว่าการเจรจาคือระงับการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ในเวลาเดียวกันไทยเองก็ควรส่งเสริมให้ส่งเฉพาะแรงงานที่มีฝีมือให้ออกมาทำงาน เพื่อให้ได้ค่าแรงสูงและได้รับการยอมรับจากนายจ้างหรือสังคมของประเทศนี้ มิใช่ถูกมองเป็นกลุ่มคนในระดับต่ำสุดของสังคม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรไม่ต้องให้คนไทยซึ่งมีทักษะด้านการเกษตรไม่ต้องออกมาขายแรงงานนอกประเทศอยู่แบบยากลำบาก แต่ให้ใช้ภูมิปัญญาเพื่อทำกินในประเทศ ทำงานให้ได้ผลผลิตเต็มที่แก่ประเทศเรา ซึ่งก็กำลังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร”
ด้านนายสงกรานต์ ป่านไหม แรงงานไทยซึ่งทำงานด้านเกษตรอยู่ที่โมชาฟฟาราน ทางตอนใต้ของอิสราเอล บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาเดินทางไปทำงานในอิสราเอลตั้งแต่กลางปี 2555 ขณะนี้ประสบปัญหานายจ้างไม่จ่ายค่าทำงานล่วงเวลาตามจริง
นายสงกรานต์ กล่าวว่าเขาพอใจในการทำงานในระดับหนึ่ง แต่เห็นว่ามาตรฐานทั้งเรื่องรายรับ สภาพการทำงาน สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในแต่ละจุดแตกต่างกัน นอกจากนี้เขายังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ารายรับที่ได้รับนั้นถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ นายสงกรานต์กล่าวด้วยว่า "หากไม่คิดอะไรก็สุขใจอยู่ แต่ถ้าคิด ก็จะรู้สึกเสียเปรียบ เขากำหนดเราทุกอย่าง เป็นการบีบกันเกินไป”
นายสงกรานต์ กล่าวว่าเขาพอใจในการทำงานในระดับหนึ่ง แต่เห็นว่ามาตรฐานทั้งเรื่องรายรับ สภาพการทำงาน สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในแต่ละจุดแตกต่างกัน นอกจากนี้เขายังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ารายรับที่ได้รับนั้นถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ นายสงกรานต์กล่าวด้วยว่า "หากไม่คิดอะไรก็สุขใจอยู่ แต่ถ้าคิด ก็จะรู้สึกเสียเปรียบ เขากำหนดเราทุกอย่าง เป็นการบีบกันเกินไป”
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับแรงงานบางส่วนทางโทรศัพท์ บีบีซีไทยรับทราบว่ามีผู้ที่พอใจกับสภาพการทำงาน และได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างในระดับที่ยอมรับได้เช่นกัน







