คนโบราณนอนน้อยกว่าคนสมัยปัจจุบัน
ผลการวิจัยของยูซีแอลเอในสหรัฐฯพบว่า มนุษย์ในยุคก่อนมีรูปแบบการนอนที่คิดเป็นชั่วโมงน้อยกว่าคนเราในทุกวันนี้ โดยจากการติดตามศึกษาการนอนของกลุ่มชนในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ที่ยังมีวิถีชีวิตคล้ายกับคนโบราณที่ล่าสัตว์และเก็บของป่าเลี้ยงชีพ จำนวน 98 ราย เป็นเวลา 1,165 คืน โดยให้ใส่นาฬิกาข้อมือที่เก็บข้อมูลการนอนโดยตลอดพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนเหล่านั้นนอนวันละราว 6.5 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของคนอเมริกันทั่วไปที่นอนกันวันละราว 7 ชั่วโมง
ศ. เจอโรม ซีเกล จากหัวหน้าคณะวิจัยของยูซีแอลเอบอกว่า ต้องการศึกษาว่ารูปแบบการนอนของคนเรามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง โดยเชื่อว่าการศึกษาจากชนเผ่าพื้นเมืองที่นับวันยิ่งมีประชากรลดลงจะสามารถช่วยไขปริศนานี้ได้ โดยชนเผ่าที่ทำการศึกษาเหล่านี้ ได้แก่ชนเผ่าฮัดซาในแทนซาเนีย ชนเผ่าซานในนามิเบีย และชนเผ่าซีมาเนในโบลีเวีย
ผลการวิจัยดังกล่าวที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ชี้ว่า แสงสว่างมิได้มีอิทธิพลสำคัญต่อรูปแบบการนอนของมนุษย์อย่างที่คาดการณ์กันไว้ ทั้งนี้ ผลการศึกษาจากชนเผ่าทั้งสามชี้ว่า พวกเขามีรูปแบบการนอนไม่ต่างไปจากคนสมัยใหม่ที่มีชีวิตอยู่กับสิ่งล่อใจยามค่ำคืน อย่างเช่นแสงไฟ โทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือเท่าใดนัก ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ ช่วยให้ศ.เจอโรมมั่นใจได้ว่า ระบบทางชีววิทยาของมนุษย์มีส่วนสำคัญกับการนอนมากกว่าแสงสว่าง
นอกจากนั้นแล้ว นักวิจัยยังพบด้วยว่า กลุ่มชนที่ดำรงชีพแบบบรรพกาลจะนอนกันยาวรวดเดียว ผิดกับคนสมัยปัจจุบันที่การค้นคว้าก่อนหน้านี้ในยุโรปพบว่า มักจะตื่นขึ้นมากลางดึกและหลับไปอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับเป็นการนอนสองรอบ ผลการศึกษาครั้งนี้พบด้วยว่า อุณหภูมิมีอิทธิพลสำคัญกับการนอน โดยคนจะเริ่มนอนหลับเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง และจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่ออุณหภูมิถึงจุดต่ำสุด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ชนเผ่าในการศึกษานี้จะนอนน้อยกว่าช่วงเวลาตามคำแนะนำของสถาบันการนอนแห่งชาติอังกฤษ ที่แนะนำไว้ระหว่าง 7-9 ชั่วโมง แต่นักวิจัย บอกว่า เห็นได้ว่าคนเหล่านั้นไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือง่วงนอนกัน ทั้งที่ไม่งีบหลับตอนกลางวัน และอาการนอนไม่หลับก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น ทั้งภาษาของพวกเขาก็ไม่มีศัพท์สำหรับการนอนไม่หลับใช้กัน


แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น