0

ก๊อปจาก กานดา นาคน้อย แย้ง ณัชชาภัทร อมรกุล ที่เขียนเรื่อง TPP ลงในประชาไท (อันนี้ต้องเรียกว่าความขัดแย้งในฝ่ายประชาธิปไตย เพราะณัชชาภัทรไม่ใช่ NGO นกหวีด ดู fb เธอก็ไม่เอาเผด็จการ)
ปัญหาเรื่อง TPP หรือ FTA คือมันมี 2 ด้าน ผมก็ไม่เห็นด้วยเรื่องสิทธิบัตรยา-พันธ์พืช ซึ่งเสียเปรียบมหาศาล แต่ก็เห็นว่ามันจำเป็นต่อเศรษฐกิจ(ทุนนิยม) และมันมีข้อดีหลายอย่าง เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ TDRI ก็เพิ่งพูดไว้
"ทีดีอาร์ไอ ชี้สิ่งทอไทยเตรียมกระอัก หลังเวียดนามร่วมเป็นสมาชิก TPP
ไทยไม่ได้เนื้อหอมดึงดูดการลงทุนอีกต่อไปแล้ว 12 ชาติบรรลุ ข้อตกลง TPP ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ชี้มีผลกระทบโดยตรงส่งออกไทยแน่ เจอภาษีสูงทันที ขณะที่ส่งออกรถยนต์นั่งอีโคคาร์ ไปสหรัฐฯ ยังพอมีแสงสว่าง ปิกอัพหมดสิทธิ์"
เดือนเด่นก็เห็นว่าต้องต่อรองเรื่องสิทธิบัตรยา-พันธ์พืช แต่บอกด้วยว่า "ข้อตกลง TPP มีสิ่งดีๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการค้า การเปิดตลาดใหม่ ซึ่งไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ๆ อย่างเร่งด่วน อีกทั้งเงื่อนไขหลายอย่างในข้อตกลง TPP เน้นระบบธรรมาภิบาล เช่น เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ไม่จ้างแรงงานเด็กผิดกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า เป็นต้น"
กติกาโลกก็มีด้านดีนะครับ ไอ้นี่ละที่ทุนผูกขาดเก่าๆ ไม่ยอมรับ ไม่พอใจทักกี้ที่จะเปิดเสรี เมื่อปี 49 ความกลัวเปิดเสรีให้แบงก์ต่างชาติมาเปิดและขยายสาขาได้ ทำให้กลุ่มแบงก์หันไปสมคบรัฐประหาร 49 (สิงคโปร์เป็นเผด็จการแต่โปร่งใสกว่าไทยเพราะเหตุนี้เพราะเปิดกว้างรับกติกาโลกแต่แรก)
ในทางการเมืองเราต้องมองเรื่อง TPP ให้เคลียร์ว่า
หนึ่ง ประยุดจะถูกภาคธุรกิจส่งออกกดดันให้ทำ แต่อเมริกาคงไม่ยอมรับจนกว่ามีเลือกตั้ง ประยุดก็ต้องทำท่าว่า "ศึกษา"
สอง พวก NGO พันธมิตรไม่ยอม แล้วก็จะดึง NGO กลางๆ หรือกระทั่ง NGO ที่เอาประชาธิปไตยไปร่วม ด้วยทัศนะต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์เหมือนกัน
สาม ถ้าจะต้านประยุดก็ตามสบายเหอะ 55 แต่มันจะไปเป็นชนวนหลังมีรัฐบาลเลือกตั้งอีกละ
สี่ รัฐบาลเลือกตั้งก็มักมีแนวโน้มเอาใจธุรกิจ ไม่ต่อรองเรื่องสิทธิบัตรยา พันธุ์พืช แต่จะไปกลัวเรื่องทลายทุนผูกขาดในประเทศแทน
มันงูกินหางแบบนี้แหละ แต่ระยะเฉพาะหน้า เราควรมีท่าทีเช่นนี้
หนึ่ง ตีปี๊บว่ารัฐประหารทำให้ประเทศเสียโอกาส ตกขบวน TPP
สอง ถ้าเกิดประยุดจะทำ สมมติไอ้กันเห็นแก่ผลประโยชน์แบะท่าเปิดเจรจา เราก็หนุน NGO ให้ต้าน TPP (ฮา) พูดอย่างนี้ไม่ใช่ตีสองหน้า เพราะว่าการเจรจาที่กระทบผลประโยชน์ประชาชนวงกว้าง ต้องเกิดขึ้นในรัฐบาลประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพเต็มที่เท่านั้น
......................................
(อ.กานดา นาคน้อย)
ก) ประโยคเด็ด "กระเทียมจีนหัวโตๆ ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ โลละ 20-30 บาท แข่งกับกระเทียมไทยที่โลละ 50-60 บาท ตอนนี้กระเทียมจีนโลละ 100 บาท ส่วนกระเทียมไทยค่อยๆ หายไป"
คำถาม : ทำไมกระเทียมไทยถึงแข่งกับกระเทียมจีนไม่ได้? กระเทียมอเมริกันก็ยังขายอยู่นะ ถ้ารู้แหล่งซื้อก็ราคาถูกกว่ากระเทียมจีน ที่นี่ถ้าไม่รูัแหล่งก็ซื้อแพงกว่าแต่คุณภาพดีกว่ากระเทียมจีน กลีบใหญ่ไม่ฝ่อและเก็บได้นานกว่า ไร่กระเทียมที่สหรัฐฯก็ยังอยู่ได้ มีจัดงานเทศกาลกระเทียมขายสินค้ากระเทียมสารพัด ไอติมกระเทียมยังมีเลย ถ้าคิดจะแข่งด้วยราคาอย่างเดียวก็ยากนะ เพราะค่าแรงต้องปรับตัวตามอัตราการเจริญเติบโตของประเทศ
ข) ผลประโยชน์จากการค้าเสรีมันซับซ้อนตรงที่ว่า "ทุน"ก็มีทั้งฝ่ายได้และฝ่ายเสีย "แรงงาน"ก็มีทั้งฝ่ายได้และฝ่ายเสีย ยกตัวอย่าง หลังวิกฤตต้มยำกุ้งไอเอ็มเอฟยื่นเงื่อนไขให้ไทยเปิดเสรีด้านสื่อสาร ทำให้เอกชนเข้ามาแข่งขันจนค่าโทรศัพท์ถูกลง เป็นปัจจัยที่ทำให้การควบคุมข้อมูลโดยรัฐยากขึั้นกว่าแต่ก่อนมาก ทุุนในภาคสื่อสารที่ได้ประโยชน์ก็ทุนใหม่ ทุนเก่าอย่างซีพี่ที่มาจับธุรกิจนี้ก็ได้ประโยชน์ด้วยแม้ไม่กุมอำนาจตลาดเท่าอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนแรงงานก็แล้วแต่ว่าเป็นแรงงานแบบไหน แรงงานภาครัฐเสียประโยชน์เพราะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อแข่งขันกับเอกชน แรงงานภาคเอกชนที่มีทักษะก็ได้ประโยชน์ตรงที่ตลาดงานขยายตัว ส่วนแรงงานไร้ทักษะและแรงงานมีทักษะที่ไม่ได้อยู่ในภาคสื่อสารก็ได้ประโยชน์ในฐานะผูับริโภคใช้บริการสื่อสารด้วยราคาถูกลง ส่วนประเด็นการเปิดเสรีด้านการเข้าถึงพันธุ์พืชทำให้เกิดคำถามว่าไม่เปิดเสรีแล้วใครได้จดทะเบียน ภาครัฐจดทะเบียนมากกว่าหรือว่าบริษัทอย่างซีพีได้จดทะเบียนมากกว่า?

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top