0

กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น คือเสือที่ไร้คมเขี้ยวจริงหรือไม่ ?
ฟรานซ์-สเตฟาน กาดี้ นักวิเคราะห์ด้านการทหารในเอเชีย เสนอมุมมองของเขาต่อกรณีกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะยกระดับบทบาทหน้าที่ของตนในด้านการรบเพิ่มขึ้นในเร็วๆนี้ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องสู้รบจริงๆแล้ว กองกำลังซึ่งไม่เคยเข้าสมรภูมิจริง และถูกมองว่าเป็นได้เพียงหน่วยกู้ภัยหรือหน่วยให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมมาโดยตลอด จะสามารถแสดงเขี้ยวเล็บและแสนยานุภาพทางทหารที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้หรือไม่ ?
หลังจากที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ได้แก้ไขกฎหมายให้กองกำลังป้องกันตนเองสามารถเข้าร่วมรบป้องกันพันธมิตรในต่างแดนได้นั้น นับเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญในพัฒนาการของกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกองกำลังที่ไม่มีประสิทธิภาพในช่วงยุคสงครามเย็น โดยมักถูกนำไปเปรียบเปรยกับกองกำลังรัฐบาลในภาพยนตร์กอซซิลล่าหลายเรื่อง ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการป้องกันเมืองจากสัตว์ประหลาดตัวร้ายได้เลย นอกจากนี้ กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในยุคสงครามเย็น ยังต้องเผชิญกับทัศนคติในทางลบอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้รักสันติภาพและต่อต้านลัทธินิยมทหาร ซึ่งมีอิทธิพลในการชักนำประชามติส่วนใหญ่ของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่ของกองกำลังป้องกันตนเองส่วนใหญ่นั้น ก็ยังถูกคนญี่ปุ่นมองว่า มักเป็นพวกที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน หรือพวกเด็กบ้านนอกที่ไม่มีความสามารถพอ
อย่างไรก็ตาม กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น เริ่มมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังได้เข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในต่างแดน รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่โกเบ เมื่อปี 1995 และเหตุการณ์วิกฤตโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เมื่อปี 2011 แต่ภารกิจเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่การสู้รบแบบกองกำลังทั่วไป โดยขณะที่ประจำการรักษาสันติภาพในอิรักนั้น กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นยังต้องอาศัยกองกำลังสหรัฐฯและอิรักคุ้มกันให้ และแม้แต่เพียงเกิดเหตุปืนลั่นขึ้นในกองกำลังโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่จนถึงกับมีการลงข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น
แม้ชาวญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้านจะวิตกกังวลกับการเพิ่มบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในครั้งนี้ แต่ที่จริงแล้ว ความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะถูกดึงเข้าร่วมในความขัดแย้งทางทหารของนานาชาติ หรือแม้แต่กลายมาเป็นผู้ก่อสงครามอีกนั้น ยังเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากยังคงมีข้อจำกัดหลายประการในกฎหมายที่เพิ่งแก้ไขใหม่ เช่น ญี่ปุ่นจะส่งกองกำลังไปร่วมรบกับพันธมิตรได้ ก็ต่อเมื่อมีเรื่องที่เสี่ยงต่อความอยู่รอดของประเทศอย่างแท้จริง รวมทั้งต้องหมดหนทางแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีไปแล้ว นอกจากนี้ หากมีการรบเกิดขึ้น จะต้องดำเนินปฏิบัติการทางทหารให้น้อยที่สุด ในระดับที่พอจะยับยั้งการรุกรานลงได้เท่านั้น งบประมาณการซื้ออาวุธต่างๆ ก็ต้องเน้นใช้ในการซื้ออาวุธเชิงป้องกัน มากกว่าอาวุธที่เน้นการโจมตีหรือทำลายล้าง
แต่แม้จะมีข้อจำกัดขนาดนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่ากองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นจะไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บอย่างสิ้นเชิง เพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เน้นการรวมกลุ่ม การวางแผนการล่วงหน้าอย่างรอบคอบ และความใส่ใจต่อรายละเอียด เมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีทางการทหารที่ล้ำสมัยไม่แพ้ชาติใดในโลก ก็มีความเป็นไปได้ว่า กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นจะเป็นกองกำลังที่ทรงประสิทธิภาพและน่าเกรงขามได้เช่นกัน โดยจากคำบอกเล่าของทหารและนาวิกโยธินอเมริกันที่เข้าร่วมซ้อมรบกับญี่ปุ่นทุกปี ต่างก็ทึ่งและพอใจในความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น
ในด้านของอาวุธยุทโธปกรณ์ ญี่ปุ่นมีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ซึ่งรวมถึงรถถังหลักยุคที่สี่ เฮลิคอปเตอร์โจมตีอาปาเช่ เครื่องบินรบยุคที่ห้า และโดรนลาดตระเวนที่ทันสมัย ส่วนกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลนั้น ก็พูดได้ว่ามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมทั้งมีประสบการณ์และการฝึกฝนที่ดีกว่ากองทัพเรือของจีน ซึ่งหากเกิดการปะทะกันทางทะเลขึ้นจริง เช่นที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีพิพาททางเขตแดน ที่จีนและญี่ปุ่นอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซนกากุหรือเตี้ยวหยูนั้น คาดว่าญี่ปุ่นอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบในตอนแรกด้วยความที่เพิ่งเริ่มลงสมรภูมิจริง แต่ในภายหลัง ความได้เปรียบต่างๆทางยุทโธปกรณ์และทักษะจากการเตรียมฝึกฝนรับสถานการณ์เช่นนี้มาเป็นเวลานาน จะทำให้กองกำลังของญี่ปุ่นทำได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเป้าหมายในการตั้งรับป้องกัน




แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top