0

อนุกรรมการสิทธิพลเมืองกสม.รับบทไกล่เกลี่ยกรณีไล่รื้อชุมชนคลองโอ่งอ่าง เตรียมเสนอกรุงเทพมหานครและมหาดไทยให้ใช้หลักรัฐศาสตร์แก้ปัญหาแทนการยึดกฎหมายอย่างเข้มงวด ชี้ใช้อำนาจอย่างเดียวไม่อาจคืนความสุขได้ ต่อรองให้อยู่ต่อหนึ่งปีและทะยอยรื้อ พร้อมให้มีส่วนร่วมพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงพื้นที่ใหม่
คณะอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้นัดหมายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการไล่รื้อชุมชนคลองโอ่งอ่างไปให้ข้อมูลวันนี้ มีตัวแทนของกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และตัวแทนชาวบ้านซึ่งบอกว่า ไปกันร่วมสามร้อยคนเข้าร่วมให้ข้อมูล
ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้กล่าวถึงเหตุผลที่จะต้องไล่รื้อชุมชนดังกล่าวว่า เพราะชุมชนได้ยึดพื้นที่ที่เป็นที่สาธารณะอันถือเป็นการละเมิดสิทธิคนทั่วไป และทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำความสะอาดคลองโอ่งอ่างซึ่งเป็นหนึ่งในคลองหลักที่จะต้องใช้ระบายน้ำของกรุงเทพฯได้ รวมทั้งทำให้ทัศนียภาพเสียไป ก่อนหน้านี้ทางการได้ใช้ความพยายามต่อเนื่องในอันที่จะโยกย้ายชาวบ้านที่นี่ มีการแจ้งให้ย้ายออกหลายครั้งแต่ไม่เกิดอะไรขึ้น พล.ต.ต.วิชัยได้นำเสนอภาพที่ถ่ายจากชุมชนอันเป็นภาพคลองที่มีสิ่งปลูกสร้างคลุมจนมองไม่เห็นตัวคลอง พร้อมทั้งยืนยันว่าจะต้องรื้อถอนให้ได้เนื่องจากก่อนหน้านี้มีมติครม.ตั้งแต่ปี 2540 ให้โยกย้ายออก และหลังจากนั้นมีประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ 44 ตลอดจนคำสั่งคสช.ให้โยกย้ายชุมชนดังกล่าวรวมทั้งตลาดที่มีอยู่ออกไปด้วย
พล.ต.ต.วิชัยกล่าวว่าที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้พยายามช่วยเหลือด้วยการให้เวลาและหาสถานที่ใหม่ให้แต่หลายคนไม่ยอมไป เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครยืนยันว่า การจัดระเบียบเช่นนี้ทำในหลายพื้นที่และส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ผู้คนยอมย้ายออกเมื่อรู้ว่ามีคนเดือดร้อนและไม่ยอมรับ และระบุว่า กรุงเทพมหานครมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่ ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม ทำความสะอาดคลองเพื่อให้ใช้ระบายน้ำได้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าที่จำเป็นต้องทำเพราะมีทั้งคำสั่งครม. คำสั่งคณะปฎิวัติและคำสั่งคสช. ตลอดจนมีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิ โดยเส้นตายที่จะไล่รื้อล่าสุดคือ 21 ต.ค.
ทางด้านชาวบ้านชุมชนคลองโอ่งอ่างได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ไปยังกระทรวงมหาดไทยซึ่งขณะนี้ได้รับเรื่องไว้แล้ว แต่ผู้เข้าร่วมถกกันว่า กระทรวงมหาดไทยไม่น่าจะพิจารณาหนังสืออุทธรณ์ของชุมชนทันเวลาก่อนเส้นตายการไล่รื้อคือวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่ชาวบ้านจะอุทธรณ์ นอกจากข้อโต้แย้งในเรื่องของการรักษาสิทธิในการอุทธรณ์ของชาวบ้าน อีกด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณสถานในกรุงเทพฯ ชี้ว่า คลองโอ่งอ่างเป็นหนึ่งในคลองสายหลักเก่าของกรุงเทพฯที่มีมานาน ควรที่จะได้รื้อฟื้น แต่ขณะเดียวกัน ตลาดชุมชนและหาบเร่แผงลอยก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมืองมาเนิ่นนานแล้วเช่นกัน
ทางกลุ่มชาวบ้านระบุว่า การโยกย้ายออกจากพื้นที่ไปตั้งร้านขายของในที่ใหม่มีปัญหาว่าไม่สามารถค้าขายได้เพราะไม่มีลูกค้ามากพอทำให้อยู่ไม่ได้และขาดทุน อีกด้านมีตัวแทนชาวบ้านไต่ถามเรื่องโครงการพัฒนาใหม่ด้วยความวิตกว่า การไล่รื้อชุมชนจะเป็นการเอาที่จากชาวบ้านเพื่อให้นายทุนเข้าไปใช้ที่พัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่แทนหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครต่างยืนยันว่า การไล่รื้อกระทำด้วยความสุจริตไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกลุ่มทุนใดๆ
นายจักรพันธุ์ แย้มวงษ์ศรี หนึ่งในกลุ่มประชาชนคลองโอ่งอ่างที่เข้าร่วมรับฟังระบุว่า หาบเร่แผงลอยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯมานาน และเป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของคนที่ยากจนในเมืองอยู่ได้ เป็นเสน่ห์ของเมือง ในขณะที่คสช.ต้องการจะทำให้เมืองดูสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่วิถีไทย แต่การทอดทิ้งวิถีชาวบ้านขัดกับสิ่งที่พยายามสนับสนุน “เราเห็นด้วยเรื่องพัฒนาให้คลองสวย น้ำใส มีโบราณสถาน แต่การพัฒนาต้องการการมีส่วนร่วม วันนี้ใช้กฎหมายอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ และถ้าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ หาบเร่แผงลอยก็เป็นกระดูกสันหลังของเมือง” พร้อมเสนอให้ยกระดับหาบเร่แผงลอยให้สะอาดน่าดูและให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงพื้นที่ในอนาคต
กรรมการในคณะอนุกรรมการของกสม.หลายคนนำเสนอทางออกให้กรุงเทพมหานครและกระทรวงมหาดไทยขยายเวลาของชุมชนอยู่ในพื้นที่ต่อไปหนึ่งปี ในระหว่างนี้ให้เจ้าหน้าที่ทยอยรื้อถอนบางส่วนที่เร่งด่วนและจัดหาที่ใหม่ให้ และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่โดยให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ปรับใหม่ และในระหว่างนี้ให้ชาวบ้านตั้งตัวแทนนำเสนอเรื่องต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเสนอต่อคณะทำงานแก้ไขปัญหาผู้บุกรุกคลองโอ่งอ่างที่มีพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นประธานให้พิจารณาต่อไป
น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและสิทธิพลเมืองระบุว่า ทางอนุกรรมการจะทำหนังสือเสนอทั้งสองหน่วยงานด้วยให้พิจารณาปรับกระบวนการแก้ปัญหาใหม่ น.พ.นิรันดร์ชี้ว่า ชาวบ้านชุมชนคลองโอ่งอ่างไม่ขัดแย้งเรื่องการย้ายออก เนื่องจากเห็นชัดว่าเป็นเรื่องจำเป็น และทุกคนต่างเห็นประโยชน์ของการมีสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี เพียงแต่ต้องการเวลาปรับตัวหาสถานที่ใหม่ ในขณะที่ทางกรุงเทพมหานครเองหากจะแก้ปัญหาด้วยอำนาจและใช้กฎหมายอย่างเดียวเชื่อว่าไม่มีทางที่จะทำได้อย่างราบรื่น ควรจะต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ในการแก้ปัญหา ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ต่อรองเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานภายใต้กรอบที่ต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้มีความผิด และเมื่อพูดเรื่องสิทธิต้องพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชนในการมีตลาดชุมชนด้วย
“ผมไม่ต้องการให้ชาวบ้านทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนก็ต้องมาช่วยกันดูว่าทำอย่างไรไม่ให้ตลาดชุมชนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มันอยู่ได้ การใช้กฎหมายและอำนาจอย่างเดียวเรื่องไม่จบ และต่อไปเขาจะไม่มาร้องเรียนกับผม แต่จะไปร้องเรียนกับท่านนายกฯและท่านก็จะโมโหอีก เรื่องนี้มันต้องแก้ปัญหาด้วยรัฐศาสตร์ กระบวนการต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันจะไม่คืนความสุขให้ประชาชน”


แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top