อนาคตของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง กับภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ
พื้นที่แถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติที่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตานั้น แท้ที่จริงแล้วพื้นที่แห่งนี้กลับกำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ อาทิ ปัญหาการรุกเข้ามาของน้ำเค็ม, การสร้างเขื่อนที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมดูดทรายขนาดใหญ่ ส่งผลให้ดินแดนแถบนี้สูญเสียพื้นที่จากปัญหาการพังทลายของดินปีละ 3,000 ไร่
พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสายย่อย 9 สาย ทำให้พื้นที่แถบนี้มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และถือเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีแหล่งประมงน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตกว่า 1 ใน 5 ของข้าวที่ส่งออกไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม พื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญภัยคุกคามจากปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มจากทะเลทางตอนใต้ สำนักประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเวียดนาม ระบุว่า ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้การแก้ปัญหาที่เวียดนามดำเนินการนั้นไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่าโกงกาง และการสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเล โดยปัจจุบันพบว่า น้ำเค็มได้รุกล้ำเข้าไปในแผ่นดินใหญ่เป็นระยะทาง 60 กม.แล้ว และทำลายนาข้าวกว่า 36,600 ไร่เมื่อปีก่อน ส่วนประชาชนในพื้นที่กว่าครึ่งไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำจืดได้
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ซึ่งประกอบไปด้วย ไทย, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม เตือนว่า หากระดับน้ำทะเลยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอัตราที่คาดไว้ที่ราว 1 เมตรภายในช่วงสิ้นสุดของศตวรรษนี้ ก็จะทำให้พื้นที่เกือบ 40% ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงหายไป
นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนขึ้นอย่างมากมายบริเวณต้นแม่น้ำโขงได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ โดยองค์การแม่น้ำนานาชาติ ระบุว่า จีนได้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่งบนแม่น้ำโขง และมีแผนจะสร้างเขื่อนเพิ่มอีก 14 แห่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งการสร้างเขื่อนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำโขงตอนล่างแล้ว โดยเฉพาะบริเวณพรมแดนไทย-ลาว ซึ่งชาวบ้านบริเวณนี้ประสบปัญหาปลาลดจำนวนลง การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เนื่องจากเขื่อนไปขัดขวางการอพยพของปลา และขวางกั้นดินตะกอนที่เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของท้องน้ำ นอกจากนี้ยังคาดว่าการสร้างเขื่อนบริเวณตอนล่างของแม่น้ำโขงจะส่งผลกระทบไปทั้งลุ่มน้ำด้วย
เอ็มอาร์ซี ระบุว่า ในแต่ละปีมีกรวด หิน และทรายในแม่น้ำโขงลดลงราว 85 ล้านตัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้ำทางตอนบนของแม่น้ำโขง นอกจากนี้สถานการณ์ยังเลวร้ายลงจากอุตสาหกรรมดูดทรายที่ทำกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกัมพูชาและเวียดนาม รวมทั้งการขุดลอกแม่น้ำเพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นผ่านไปได้ แต่ขณะเดียวกันปัญหาคลื่นขนาดใหญ่จากเรือสินค้าเหล้านี้ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมน้ำ
บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ฝนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในภูมิภาคนั้น ทำให้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณนี้รุนแรงขึ้นในฤดูฝน ด้านคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีคำเตือนมานานแล้วว่า พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ




แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น