ผู้หญิงคนสุดท้ายที่รู้ศาสตร์การถักทอเส้นไหมทะเล
เชียรา วีโก ชาวเกาะซานต์อันติโอโก ในแคว้นซาร์ดิเนีย ของอิตาลี นับเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายที่รู้ศาสตร์การถักทอเส้นไหมทะเล ซึ่งเป็นเส้นใยที่ได้จากหอยจอบหรือหอยซองพลู แล้วนำมาปั่นเป็นเส้นไหมคล้ายเส้นใยทองคำที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหัวใจของท้องทะเลที่มีความศักดิ์สิทธิ์
วีโก เล่าว่า เรียนรู้วิธีการทอไหมทะเลมาจากยายของเธอที่สืบทอดวิชาดังกล่าวมาจากบรรพบุรุษซึ่งถักทอเส้นไหมทะเลมานานหลายร้อยปี หลายคนเชื่อว่า ไหมทะเลถูกนำมาถักเป็นผืนผ้าที่พระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสนำไปปูบนแท่นบูชาแห่งแรก อีกทั้งยังเป็นผ้าชั้นยอดซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของชาวอียิปต์โบราณ, ชาวกรีกและชาวโรมัน โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นของเส้นไหมชนิดนี้คือ มีน้ำหนักเบามาก และหากผ่านกรรมวิธีพิเศษที่ใช้น้ำมะนาวและเครื่องเทศต่างๆก็จะส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงอาทิตย์
วีโก บอกว่า ศาสตร์ในการถักทอเส้นไหมทะเลถูกนำมายังเกาะซานต์อันติโอโก โดยเจ้าหญิงเบียเรนิส พระราชปนัดดา ในพระเจ้าเฮโรดมหาราชแห่งจักรวรรดิโรมัน ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 1 ซึ่งครอบครัวชาวยิวของเธอได้สืบทอดศาสตร์นี้มานานหลายชั่วอายุคน
ปัจจุบัน แม้จะเหลือหญิงชราเพียงไม่กี่คนในอิตาลีที่สามารถถักไหมทะเลได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้ไหมทอประกายระยิบระยับได้เช่นวีโก และเธอก็เป็นเพียงคนเดียวที่ยังเก็บเกี่ยวเส้นใยดังกล่าวด้วยตนเอง โดยช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี วีโก จะดำน้ำลงไปเก็บเส้นไหมทะเลซึ่งได้จากกระจุกเส้นใยที่หอยจอบใช้ยึดเกาะพื้นทะเล และจะต้องดำน้ำลงไปราว 300-400 เที่ยวจึงจะได้เส้นใยหนัก 200 กรัม จากนั้นจึงนำไปถักทอเป็นผืนผ้า หรือนำเส้นไหมมาปักเป็นลวดลายบนชุดของเด็กทารกที่จะใส่เข้าพิธีรับศีลจุ่มในศาสนาคริสต์
วีโก บอกว่า ไหมทะเลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ของซื้อของขาย แต่เธอจะมอบให้แก่ผู้ที่กำลังมีปัญหาและต้องการที่พึ่งทางจิตใจ เพราะมีความเชื่อว่า ไหมทะเลจะนำโชคลาภและบุตรมาสู่ผู้เป็นเจ้าของ



