ประชาชน 20,000 คนใน 12 จังหวัด เรียกร้องนายกฯ ยุติการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองทองคำ หวั่นผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
เครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ จาก 12 จังหวัด รวบรวมกว่า 20,000 รายชื่อ ยื่นต่อนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เพื่อคัดค้านและเสนอให้ยุติการนโยบายสำรวจและสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกประทานบัตร อาชญาบัตร และอาชญาบัตรพิเศษโดยทันที โดยระบุว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการทำเหมืองซึ่งมีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ และแสดงความกังวลว่าไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอจากผู้ประกอบการและหน่วยงานราชการ
โดยเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำใน 12 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี เลย นครสวรรค์ สระบุรี ระยอง จันทบุรี สุราษฎร์ธานี สระแก้ว และสตูล โดยยื่นข้อเสนอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี คัดค้านการสัมปทานรอบใหม่ 12 จังหวัด และเสนอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)เหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ โดยระบุว่า เนื้อหาในพ.ร.บ. เหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ไม่เคารพสิทธิประชาชน เนื่องจากมีการกำหนดให้สามารถขอสัมปทานแร่ได้ในทุกพื้นที่ที่สำรวจพบว่ามีแร่ อีกทั้งยังเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนสามารถขอเพิกถอนพื้นที่ป่า และที่ดินในอำนาจรัฐ กรณีพบแร่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อประกอบโลหะกรรม ซึ่งเสี่ยงส่งกระทบต่อชุมชนทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และเสนอให้เยียวยาและฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำทุกพื้นที่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ดร.อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและนักวิจัยคุณภาพดินรอบเหมืองทองคำในพื้นที่ จ.เลยและจังหวัดพิจิตร กล่าวในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาเขตวิภาวดีว่าจากการวิเคราะห์โลหะหนักในดินระหว่าง วันที่ 27-28 กันยายน 2557 จำนวน 56 ตัวอย่าง มี 47 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 83.9 มีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม และมีเพียง 9 ตัวอย่าง ที่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งปริมาณโลหะหนักที่นักวิจัยตรวจพบในพื้นที่รอบเหมืองอาจสอดคล้องกับการเจ็บป่วยของคนในพื้นที่
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านทางคณะทำงานของหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(ขอบคุณภาพจากจิรวัฒน์ พรมรังสรรค์)

 
Top