หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ: ผมไม่ได้ต้องการอะไร ต้องการแค่ความยุติธรรมเท่านั้น (1)
บ้านไม้หลังเล็กนั้นดูเรียบง่าย มีโต๊ะและเก้าอี้พลาสติกไม่กี่ตัววางอยู่หน้าบ้าน บนผนังด้านหลังติดพัดลมหนึ่งตัวบรรเทาความร้อนที่อบอ้าว ที่ว่างข้างบ้านมีกรงนกแขวนไว้หนึ่งกรง นี่คือบ้านที่หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ หรือหะยีดาโอ๊ะ มะเซ็ง กลับไปหาหลังจากที่เขาจากไปถึง 18 ปีเพื่อรับโทษในเรือนจำในฐานะ “กบฎ”
ชายวัยเกือบหกสิบปีรูปร่างสันทัด ท่าทางสมถะและค่อนข้างขรึมคนนี้ คือคนที่หลายคนบอกว่า เขาคือนักสู้คนสำคัญของพูโล ในยุคสมัยที่พูโลยังเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐที่ใหญ่ที่สุดที่ปฏิบัติการในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ หะยีดาโอ๊ะเป็นหนึ่งในบรรดารายชื่อคนที่ทางการไทยต้องการตัวมากที่สุด
หะยีดาโอ๊ะเชื่อว่าเขาและนักโทษคดีความมั่นคงอีก 7 คนที่เดินออกจากเรือนจำพร้อมกันในวันนั้น ได้รับการปล่อยตัวตามเงื่อนไขหรือเกณฑ์ปกติ ตามมาตรการพักโทษอันเป็นสิ่งที่ทางการนำมาใช้หลังจากที่นักโทษถูกจองจำมากว่าครึ่งค่อนของโทษที่ถูกตัดสิน และมันบวกรวมกับมาตรวัดสำคัญด้านอื่นๆโดยเฉพาะในเรื่องความประพฤติขณะรับโทษ สิ่งสำคัญที่หะยีดาโอ๊ะไม่ได้พูดแต่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพเกริ่นนำกับสาธารณะมาพักใหญ่แล้ว คือมาตรการปล่อยตัวนักโทษคดีความมั่นคงนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของทางการในอันที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีในการปรองดองและแสวงหาทางออกต่อปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติและในขณะที่กำลังมีการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ก่อนหน้าหะยีดาโอ๊ะก็มีการปล่อยตัวหะยีสะมะแอ ท่าน้ำมาแล้ว การได้รับการปล่อยตัวด้วยมาตรการพักโทษมีเงื่อนไขว่าหะยีดาโอ๊ะยังจะต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เป็นระยะ
มิตรสหายหนึ่งในกลุ่มที่ไปเยี่ยมถามขึ้นว่า เขามีคนไปช่วย “ดูแล” หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ขอเลือกอยู่แบบเงียบๆโดยที่ไม่ต้องมีคนถือปืนอยู่ใกล้ๆจะดีกว่า หะยีดาโอ๊ะดูจะพูดน้อย ตอบคำถามอย่างระมัดระวัง และหลายเรื่องเขาเลือกที่จะไม่ตอบ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงอนาคต
แต่คำตอบของหะยีดาโอ๊ะอาจจะอยู่ที่เรื่องราวในอดีตของเขา เรื่องราวที่เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าสามารถจะถ่ายทอดได้ง่ายกว่า เรื่องราวที่บอกเล่าต้นตอของการต่อสู้และอาจเป็นเรื่องราวที่สะท้อนแก่นของปัญหาเดียวกันกับของคนอีกหลายคน
จุดเริ่มต้นของเรื่องในสายตาหะยีดาโอ๊ะคือเมื่อปี 2518 ปีที่เขาออกจากสามจังหวัดชายแดนใต้เพื่อไปยังนครเมกกะด้วยวัย 18 ปี การไปครั้งนั้น หะยีดาโอ๊ะบอกว่า มันเป็นทั้งการไปทำฮัจญ์ และในขณะเดียวกันมันก็เป็นการหนีภัยก็อาจจะว่าได้
ในช่วงธ.ค.2518 - ม.ค. 2519 สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เจอคลื่นลมการประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ มันเป็นผลของเหตุการณ์ที่มีการพบศพชายห้าคนที่ถูกโยนทิ้งลงจากสะพานกอตอในนราธิวาส เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งในจำนวนนั้นที่ถูกทำร้ายด้วยแต่ไม่ตายเป็นคนนำเรื่องราวไปเล่าต่อ ว่าการสังหารบุคคลเหล่านั้นเป็นฝีมือของทหาร เรื่องราวนั้นปลุกคนในพื้นที่ให้ออกไปชุมนุมประท้วงใหญ่ในปัตตานีถึง 45 วันเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และต้องการให้ทางการหาตัวผู้ก่อเหตุไปลงโทษ ในการชุมนุมยังปรากฏว่ามีผู้นำระเบิดไปขว้างใส่จนทำให้มีคนตายอีก 12 คนบาดเจ็บอีกกว่า 20
หะยีดาโอ๊ะซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักเรียนโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยาก็ได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย เขาเล่าความรู้สึกในตอนนั้นว่า “มันไม่มีความเป็นธรรมเลย ชีวิตมุสลิมมันไม่มีราคา ตอนนั้นมันแค้นมากเลยนะ”
แต่การไปเรียกร้องของพวกเขาไม่ได้อะไรขึ้นมา “เพื่อนๆโดนจับ บางคนก็โดนฆ่า หลายคนหายไป” แม้จะไม่มีหมายจับใดๆ แต่สิ่งที่เห็นในเวลานั้นคือ “สมัยก่อนหายตัวอย่างเดียวเลย” ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า “มันรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ที่เราจะไปได้ ที่นี่ มันไม่มีที่ที่จะให้ความเป็นธรรมกับเราได้”
เขาออกเดินทางไปเมกกะ “มีคนหนีไปเยอะในตอนนั้น น่าจะสักสามร้อยได้”
ที่เมกกะ มีคนของ “พูโล” ไปเสนอว่า หากต้องการจะเรียนหนังสือจะมีคนจัดการและช่วยเหลือ แต่จะต้องเข้าเป็นสมาชิกพูโลเสียก่อน นั่นเป็นที่มาของการที่หะยีดาโอ๊ะได้เข้าเรียนที่ซีเรียภายใต้การจัดการหาทุนและดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายโดยพูโล โดยที่เขาเองก็แทบจะไม่รู้จักขบวนการนี้ แต่ในภายหลังก็พบว่า แรงสนับสนุนที่พูโลได้จากประเทศในแถบตะวันออกกลางนั้นเป็นไปอย่างกว้างขวาง
หะยีดาโอ๊ะเรียนจบนิเทศศาสตร์ที่ดามัสกัส ในขณะที่เขาร่ำเรียนทางด้านศาสนาด้วย เมื่อตัดสินใจกลับบ้านด้วยวัย 26 ปี เขาได้เป็นอิหม่ามและได้เริ่มสอนศาสนา
แต่การกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดมีเวลาที่ปลอดโปร่งอยู่ไม่นาน จากนั้นเพียงสองเดือนเจ้าหน้าที่ก็เริ่มติดตามหาตัว “เขาบอกว่าที่ไปสอนไปปลุกระดม ตอนนั้นคนที่เรียนจบมาจากต่างประเทศหลายคนจะถูกจับ ที่บ้านนี่ก็มีเจ้าหน้าที่มาล้อม แต่พอดีตอนนั้นไม่อยู่บ้านก็เลยไม่โดนจับ” คนจำนวนไม่น้อยที่เขารู้จักเจอไข้โป้ง หรือไม่ก็หายไป
“อยู่บ้านชีวิตไม่มีความสุขเลย” ความรู้สึกไม่ปลอดภัยกลับมาอีก คำถามเดิมเวียนกลับมา จะหนีอีกหรือไม่
“ก่อนจะไปก็เป็นแบบนั้น กลับมาอยู่บ้านอีกก็เจอแบบนั้นอีก แต่คราวนี้ก็คิดว่า เราหนีไม่ได้แล้ว ไม่มีที่จะให้หนีอีก มันต้องสู้ ถ้าไม่สู้ก็จะเป็นเหมือนคนอื่นๆ เป็นเหมือนฮัจยีสุหลง”
(มีต่อ ตอน 2)
