ประธาน นปช. เชื่อมีคนจัดฉากทำร้าย "วัฒนา" เพื่อต้องการทำลายแนวทางสันติวิธี ระบุไม่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจ แต่เจตนายุแหย่ให้คนเห็นแตกต่างถูกต่อย ถูกขัง เตือนผู้นำควรเปิดใจกว้าง ทำเพื่ออนาคตลูกหลาน อย่าเห็นแก่ตัว ย้ำไม่คิดแย่งอำนาจใคร แต่ขอมั่นคงกับจุดยืนนักประชาธิปไตย ไม่ใช่นักเลือกตั้ง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลผ่านยูทูปเมื่อวันที่ 13 กันยายน นี้ กรณีนายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ถูกทำร้ายร่างกาย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่รู้ใครทำ และเป็นการส่งสัญญาณอย่างใดก็ตาม แต่ไม่เป็นผลดีกับประเทศ เพราะพยายามสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นว่า ใครวิจารณ์ผู้นำปัจจุบันต้องถูกขัง หรือใครมีความเห็นแตกต่างต้องถูกต่อย หรือถูกทำร้าย
การทำร้ายนายวัฒนา เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ขณะเปิดประตูรถส่วนตัวที่สนามซ้อมฟุตบอลเมืองทองธานี ได้ถูกชายลึกลับทุบต่อยท้ายทอยสองถึงสามครั้ง แล้ววิ่งหนีไปขึ้นรถเก๋ง และมีรถขับตามหลังคอยคุ้มกัน โดยนายจตุพร เชื่อว่า คงไม่เกี่ยวข้องกับผู้นำหรือผู้มีอำนาจ อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ เหมือนกับการจัดสร้างชายชุดดำในเหตุการณ์ปี 2553 มากล่าวหาประชาชนมีอาวุธ ใช้ความรุนแรง แล้วนำกองกำลังออกมาปราบปรามการชุมนุมอย่างสันติวิธีที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เลือกตั้งใหม่
นายจตุพร กล่าวว่า พฤติกรรมส่อถึงความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะนายวัฒนาเท่านั้น โดยสองวันที่ผ่านมาทหารเข้าไปเยี่ยมนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ถึงบ้านพัก และบางครั้งมาจอดรถหน้าบ้าน แล้วขับรถทหารจากไป โดยไม่ทราบเจตนาว่า มาทำไม ซึ่งตนหวังว่า เรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่มีใครให้ท้ายไปทำร้ายกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนมีความรักชาติเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างในจุดยืนกันเท่านั้น
การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ หรือการปฏิรูปนั้น ประธาน นปช. กล่าวว่า ล้วนเป็นสิ่งโกหกทั้งสิ้น เพราะไม่มีใครสามารถทำได้จบเสร็จสิ้นด้วยคนๆ เดียว แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความตั้งใจปฏิรูปให้เสร็จ ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่การปฏิรูปต้องทำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำเสร็จได้จริงแล้ว ในอนาคตคงไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาล เพราะไม่มีงานเหลือให้ทำ
นายจตุพร กล่าวว่า อนาคตของประเทศจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการฟังความเห็นทุกฝ่าย ถ้าไม่เคารพความเห็นที่แตกต่าง หรือความเชื่อของแต่ละฝ่าย หากไม่เข้าใจในความแตกต่างแล้ว แม้ชนะ แต่ไม่สามารถปกครองได้ ดังนั้นถ้าจะปกครองได้ ต้องเปิดใจให้กว้าง และอดทนกับความเห็นที่แตกต่าง ย่อมสามารถอยู่ด้วยกันได้
ส่วนการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้น นายจตุพร กล่าวว่า คงสามารถแต่งตั้งได้เสร็จในวันที่ 22 กันยายน นี้ แต่ใครจะมาเขียนรัฐธรรมนูญก็ตาม ถ้าไม่แก้ไขมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แล้ว ก็ไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้ แม้จะเขียนใหม่กี่ครั้ง หรือทำประชามติกี่หน แต่ประชาชนคงไม่รับ และตนจะคว่ำรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ประธาน นปช. กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องทำเพื่อประเทศชาติ และลูกหลานในอนาคต รวมทั้งต้องไม่คิดเพื่อตัวเอง ตนไม่สนใจว่า คสช. จะอยู่นานแค่ไหน อยากอยู่นานก็อยู่ และไม่คิดแย่งอำนาจด้วย เพราะธรรมชาติของคนมีอำนาจคือ กลัวคนมาแย่งอำนาจ จึงขอให้เลิกคิดกับพวกตน เพราะในชีวิตต้องการเลือกมีจุดยืนมั่นคงกับประเทศเป็นสำคัญ
"ถ้าเราต้องการเลือกหนทาง ผมขอเป็นประชาชน ไม่ทรยศต่อประชาชนก็สง่างามแล้ว ความสุขคือ สิ่งที่ได้พูดเรื่องที่เกิดกับประชาชน มีความสุขที่ได้พูดถึงประชาธิปไตย และเรื่องจุดยืนที่ถูกต้อง โดยเอาชาติมาเป็นตัวตั้ง เชื่อว่าประเทศเป็นของเราทุกคน เพียงแต่เชื่อแตกต่างกันเท่านั้น ถ้าพี่น้องยืนในสิ่งที่ถูกต้อง พูดในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าสนใจเรื่องอำนาจ ถ้าได้มาไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีความหมาย"
ตลอด 83 ปีที่ผ่านมา ประเทศล้มลุกคลุกคลาน เพราะมีแต่คนเอาประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่คิดถึงคนส่วนใหญ่ ประเทศจึงล้าหลังในอาเซียน ตนผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 2535 เรียกร้องนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดยืนที่มั่นคงกับประชาธิปไตย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องพิสูจน์จุดยืนกัน ซึ่งเป็นสมบัติเดียวที่เหลืออยู่ และได้ตัดสินใจแล้วคือ เป็นนักประชาธิปไตย ไม่ใช่นักเลือกตั้ง
ประธาน นปช. เตือนว่า การกล่าวหา ใส่ร้ายคนอื่นเป็นคนเลว เพื่อให้ตัวเองเป็นคนดีขึ้น หรือการโกหกคนอื่นจนตัวเองเชื่อ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในวันข้างหน้าซึ่งไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร ควรต้องเปิดหัวใจต่อกัน และวันนี้ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า รักชาติจริงหรือไม่ หรือรักแค่ตัวเอง ถ้ารักชาติมากกว่าตัวเองแล้ว ประเทศจะไม่รั้งท้ายในอาเซียน
