ทนายความเผย “อาเด็ม คาราดัก” ชื่อจริง บิลาล มูฮัมเหม็ด ถือสัญชาติตุรกี เข้าไทยเพื่อลักลอบไปมาเลเซีย ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด
นายชูชาติ กันภัย ทนายความจากสภาทนายความกล่าวกับบีบีซีไทยว่า เช้าวันนี้ได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาที่ทางการใช้ชื่อว่าอาเด็ม คาราดัก เพื่อพูดคุยหาข้อเท็จจริงและเตรียมต่อสู้คดี โดยนายชูชาติระบุว่า นายอาเด็มความจริงแล้วชื่อบิลาล มูฮัมเหม็ด (Bilal Muhammed) อายุ 30 ปี
นายอาเด็ม หรือบิลาล มูฮัมเหม็ดได้ให้ข้อมูลกับทนายความว่า เกิดในเมืองชายแดน ประเทศจีน ต่อมาในปี 2547 ได้หลบหนีเข้าไปในตุรกีพร้อมกับครอบครัว เมื่ออยู่ในตุรกีได้ไม่กี่ปี คนส่วนใหญ่ในครอบครัวรวมทั้งตัวเขาก็ได้สัญชาติตุรกี นายมูฮัมเหม็ดเล่าว่า เขาอยู่ที่ตุรกีมีปัญหาในเรื่องของการหาเลี้ยงชีพตลอดจนสถานะทางสังคม ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ประกอบกับได้ทราบว่า คนที่ทำงานในประเทศทางเอเชียสามารถเก็บเงินได้ ก็ต้องการจะเดินทางไปทำงานในมาเลเซีย จึงได้เตรียมจะลักลอบเดินทางเข้าไปในมาเลเซีย เพราะต้องการไปหางานทำเป็นคนขับรถที่นั่น โดยเส้นทางลักลอบเข้าไปหางานทำนั้นผ่านเวียดนาม เข้ามาทางประเทศไทย และมีนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเราะห์มานที่เป็นคนตุรกีคอยช่วยเหลือ
นายชูชาติเล่าต่อว่า นายมูฮัมเหม็ดให้ข้อมูลกับตนอีกว่า ตนไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์วางระเบิดราชประสงค์ และตนเดินทางเข้าประเทศไทยในวันที่ 21 ส.ค.หลังเหตุระเบิด โดยนายอับดุลเลาะห์พาไปพักที่ห้องพักที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบในเวลาต่อมา พร้อมหนังสือเดินทางปลอมที่นายอับดุลเลาะห์จัดหามาให้ เป็นหนังสือเดินทางของตุรกี ใช้ชื่อปลอมคืออาเด็ม คาราดัก นายมูฮัมเหม็ดให้ข้อมูลอีกว่า ในห้องที่เข้าพักนั้นมีอุปกรณ์บางอย่างอยู่บ้างแต่เป็นของคนที่เคยอยู่ในห้องมาก่อน บรรดาอาวุธต่างๆ ที่มีเจ้าหน้าที่นำไปแสดงนั้นก็ไม่ใช่ของตน
นายชูชาติกล่าวว่า นายมูฮัมเหม็ดยอมรับว่าตนเองมีความผิดจริงในเรื่องของการเข้าเมืองผิดกฎหมายและใช้หนังสือเดินทางปลอม แต่ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องระเบิด โดยระบุว่ารู้เรื่องเหตุการณ์ระเบิดในวันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมและเล่าให้ฟัง
ทนายความจากสภาทนายความกล่าวด้วยว่า ลูกความของตนให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างดี บอกเล่าจนเจ้าหน้าที่สามารถสเก็ตช์ภาพนายอับดุลเลาะห์ได้ และมีการออกหมายจับตามมา สำหรับในเบื้องต้นทนายจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป “หากเขาผิดจริงก็ต้องรับโทษ แต่ก็ต้องมีข้อมูล ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย” พร้อมกับระบุว่าจนถึงขณะนี้นายมูฮัมเหม็ดยังไม่มีญาติที่ทราบเรื่อง ตนในฐานะทนายจะต้องทำรายงานส่งไปยังสถานทูตตุรกีต่อไป
บีบีซีไทยได้สอบถามทนายความชูชาติด้วยในเรื่องที่เข้าไปช่วยเหลือลูกความรายนี้ นายชูชาติระบุว่า ตนทำคดีเกี่ยวกับชาวตุรกีมาหลายคดี และมีเพื่อนที่เป็นล่ามชาวตุรกีที่อ่านข่าวแล้วมีความเป็นห่วงเพราะไม่เคยพบกรณีที่ชาวตุรกีในไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องการเงินมากกว่าจึงได้ขอให้เข้ามาช่วยพูดคุยกับผู้ต้องหารายนี้และพบว่าเจ้าตัวให้การปฏิเสธดังกล่าว การให้ข้อมูลกับทนายความของนายมูฮัมเหม็ดนั้น นายชูชาติกล่าวว่า อยู่ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่อยู่ด้วยโดยตลอด เป็นข้อมูลที่ทุกฝ่ายได้ไปพร้อม ๆ กัน
