0
(ภาพจากงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปีนี้)


องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลเตือนหลายชาติอาเซียนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการคอร์รัปชันด้านกลาโหม ซึ่งจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของภูมิภาค ไทยอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง “สูงมาก” เช่นเดียวกับ จีน ปากีสถานและศรีลังกา

องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลระบุในแถลงการณ์ที่ออกมาควบคู่กับดัชนีการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานกลาโหม โดยชี้ว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย 6 จาก 17 ประเทศ ที่ถูกประเมิน ได้รับการจัดอันดับความเสี่ยงที่จะเกิดการคอร์รัปชั่นในกลุ่ม E หรือ F ซึ่งหมายถึงมีความเสี่ยง “สูงมาก” หรืออยู่ในขั้น “วิกฤต” โดยการที่กองทัพยิ่งมีขีดความสามารถมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีระดับของการปิดบังอำพรางสูง ขณะที่การตรวจสอบ ตรวจตราและความโปร่งใสกลับอยู่ในระดับต่ำ

รายงานระบุด้วยว่าภูมิภาคเอเชียมีระดับการใช้งบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มในอัตรารวดเร็วที่สุดในโลก โดยจาก 17 ประเทศที่ศึกษาในรายงานชิ้นนี้ มีงบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหมรวมกันราว 432,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2514 หรือราว 24.5% ของงบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหมของทั้งโลก แต่การตรวจสอบการใช้งบประมาณยังเกิดขึ้นน้อยมาก

รายงานชี้ว่าในหมู่ประเทศอาเซียนด้วยกัน สิงคโปร์ถือได้ว่าเป็นแกนนำในแง่ของความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ในระดับเดียวกับญี่ปุ่น (กลุ่ม B) ขณะที่มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็มีรากฐานที่มั่นคง (กลุ่ม D) ส่วนนิวซีแลนด์มีความโปร่งใสเป็นอันดับหนึ่ง ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม A อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในเมียนมาและกัมพูชาถือว่าตรงข้าม สองประเทศนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม F

สำหรับไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม E เช่นเดียวกับจีน ปากีสถาน และศรีลังกา ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการคอร์รัปชันด้านกลาโหม รายงานชี้ชัดว่านับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุด ไทยขาดหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายด้านนี้ของฝ่ายนิติบัญญัติ ขาดความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณ และการตรวจสอบระบบจัดซื้อจัดจ้าง

ในรายงานการศึกษาวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 ระบุว่ากระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณ 207,718.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.6% ของงบประมาณรวม 2.72 ล้านล้านบาท ขณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลง 1,257 ล้านบาท ในการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยระบุในช่วงที่มีการจัดทำและชี้แจงงบประมาณในช่วงกลางปีนี้ ว่า งบประมาณที่กระทรวงกลาโหมขอในปีนี้อาจจะดูมาก แต่เป็นสิ่งที่ค้างมาจากในอดีต เนื่องจากมีการวางแผนของกองทัพในรอบ 10-20 ปี ซึ่งต้องมียุทโธปกรณ์ตามความจำเป็น ขณะที่ นสพ.เดลินิวส์ รายงานคำให้สัมภาษณ์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม หลัง สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณว่า งบส่วนใหญ่ของกองทัพบกเป็นด้านกำลังพล เกือบ 60% มีการปรับเปลี่ยนยุทโธปกรณ์บ้างแต่ไม่มากนัก
#Defense #Security



แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top