0

ก่อการร้ายในปารีสกระทบต่อนโยบายพรมแดนและผู้ลี้ภัยอียู
ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ ของฝรั่งเศสระบุว่า เหตุก่อการร้ายในกรุงปารีส เป็นการกระทำที่มีการวางแผนจากนอกประเทศ เกวิน เฮวิตต์ หัวหน้าทีมผู้สื่อข่าวบีบีซี บอกว่าเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบทางการเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายผู้ลี้ภัยและพรมแดนของสหภาพยุโรป (อียู)
ผู้สื่อข่าวบีบีซีกล่าวว่า เหตุก่อการร้ายครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อวิกฤตผู้ลี้ภัย โดยทางการกรีซ ระบุว่าหนึ่งในคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นชาวซีเรียที่อาจเดินทางเข้ายุโรปผ่านเกาะเลโรส ของกรีซพร้อมกับกลุ่มผู้ลี้ภัย 69 คน และดูเหมือนว่าชายคนดังกล่าวจะถูกเก็บรอยนิ้วมือและขึ้นทะเบียนในกรีซ ซึ่งแม้จะเร็วเกินไปที่จะทราบว่าหนังสือเดินทางที่ถูกขึ้นทะเบียนในกรีซและถูกพบตกอยู่บริเวณที่เกิดเหตุในปารีสจะเป็นของคนร้ายหรือไม่ แต่กระทรวงมหาดไทยเซอร์เบียได้ระบุว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางซีเรียคนดังกล่าวได้เดินทางเข้าไปในเซอร์เบียเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาและทำเรื่องขอลี้ภัย
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนร้ายแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในคราบของผู้ลี้ภัยจริง ก็จะทำให้วิกฤตผู้ลี้ภัยถูกมองด้วยมิติใหม่ในทันที ล่าสุดรัฐมนตรีด้านกิจการยุโรปคนใหม่ของโปแลนด์ระบุว่า โปแลนด์จะเปิดรับผู้ลี้ภัยก็ต่อเมื่อมีหลักประกันด้านความปลอดภัยเท่านั้น และดูเหมือนว่าโปแลนด์จะไม่ยอมรับผู้ลี้ภัย 4,500 คน ตามที่อียูจัดสรรให้ ขณะที่รัฐมนตรีอีกคนของโปแลนด์ท้าทายแนวคิดเรื่องการอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยของเยอรมนี โดยชี้ว่าอียูควรยอมรับว่ากำลังคิดผิด,ไร้เดียงสา และยึดแนวคิดอุดมคติมากเกินไป
ส่วนผู้ที่จะยิ่งเผชิญปัญหาหนัก หากมีการพิสูจน์ได้ว่าผู้ก่อการร้ายฉวยโอกาสใช้เส้นทางของผู้ลี้ภัยเข้ามาก่อเหตุในยุโรป ก็คือนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับคะแนนนิยมที่ดิ่งลง ทั้งยังถูกกดดันให้ปิดพรมแดนเยอรมนีซึ่งอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของเธอ ขณะเดียวกันนางแมร์เคิล ก็ทราบดีว่า หากเยอรมนีปิดพรมแดนก็จะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ และนั่นจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดเรื่องผู้อพยพระหว่างสมาชิกอียู
ด้านผู้บัญชาการสำนักงานข่าวกรองของเยอรมนีระบุว่า พบกรณีที่กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงเข้าไปชักชวนคนที่ศูนย์ผู้ลี้ภัยให้เข้าร่วมกลุ่มกว่า 100 ราย ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกว่า เหตุก่อการร้ายในปารีสจะส่งผลต่อการเดินทางอย่างเสรีของพลเมืองอียูตามข้อตกลงเชงเกน ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของอียูด้วย โดยนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานสภายุโรปกล่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า อนาคตของข้อตกลงเชงเกนกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ดังนั้นจึงต้องควบคุมพรมแดนรอบนอกอียูให้เข้มงวดยิ่งขึ้น
เหตุโจมตีกรุงปารีสทำให้ประเด็นเรื่องการควบคุมพรมแดนระหว่างชาติสมาชิกอียูมีความเร่งด่วนยิ่งขึ้น เพราะมีกระแสข่าวว่า คนร้ายอาจมีความเกี่ยวข้องกับคนในเบลเยียม และมีผู้ต้องสงสัยหลายคนถูกจับใกล้กับกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งจากนี้น่าจะมีการสอบสวนว่าคนร้ายขนอาวุธข้ามพรมแดนจากเบลเยียมเข้าไปก่อเหตุในฝรั่งเศสได้อย่างไร และการควบคุมพรมแดนจะช่วยยับยั้งเหตุที่เกิดขึ้นได้หรือไม่
ล่าสุดเยอรมนีได้ระงับข้อตกลงเชงเกนชั่วคราวแล้ว ขณะที่ฝรั่งเศสก็ใช้มาตรการควบคุมพรมแดนชั่วคราวเช่นกัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า ยิ่งประเทศในอียูดำเนินมาตรการเหล่านี้นานเท่าใด ก็จะยิ่งท้าทายหลักการเดินทางอย่างเสรีของอียูมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูเหมือนว่ากลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) จะเปลี่ยนกลยุทธ์เข้ามาก่อเหตุในยุโรป เพื่อสร้างความหวาดกลัวและไม่ให้ชาติในยุโรปส่งทหารเข้าไปร่วมปฏิบัติการปราบปรามไอเอสในซีเรีย ผู้สื่อข่าวบีบีซีชี้ว่า เหตุก่อการร้ายครั้งนี้ไม่เพียงจะสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยในยุโรป แต่อาจจะส่งผลดีต่อบรรดากลุ่มการเมืองฝ่ายขวาด้วย แต่ที่แน่ ๆ กรณีที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้วิกฤติผู้ลี้ภัยมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนในการจัดการมากยิ่งขึ้น ‪#‎ParisAttacks‬



แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top