(ภาพ น.ส.ศิริกาญจน์ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)
เจ้าพนักงานแจ้งข้อหาเพิ่มทนายความสิทธิมนุษยชน หลังเข้ารับฟังข้อกล่าวหากรณีพนักงานสอบสวนค้นรถยนต์
น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจชนะสงคราม หลังได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ในข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน โดยนอกจากข้อหาดังกล่าวแล้ว ในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาซ่อนเร้นพยานหลักฐานเพิ่มอีกหนึ่งข้อหาด้วย
น.ส.ศิริกาญจน์ เป็นหนึ่งในคณะทนายความสิทธิมนุษยชนที่ทำคดีให้กับนักกิจกรรมขบวนประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ที่ถูกจับกุมในข้อหาขัดคำสั่ง คสช.เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว โดย น.ส.ศิริกาญจน์ไม่ยอมให้พนักงานสอบสวนค้นรถยนต์ เพื่อนักโทรศัพท์มือถือของนักกิจกรรมไปด้วย น.ส.ศิริกาญจน์ยังได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการพยายามค้นรถ โดยไม่มีหมายค้น
น.ส.ศิริกาญจน์ กล่าวหลังเสร็จสิ้นการสอบสวนว่า เบื้องต้นได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำการค้นรถโดยที่ไม่มีหมายค้น สำหรับในวันนี้เจ้าพนักงานได้สอบสวนข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จ ได้ขอให้พนักงานสอบสวนเรียกเจ้าหน้าที่ผู้แจ้งความมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพฤติการณ์ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการแจ้งความเท็จอย่างไร
น.ส.ศิริกาญจน์ กล่าวว่า การถูกเจ้าพนักงานฟ้องคดีครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิมนุษยชน และคุกคามการทำหน้าที่ของทนายความซึ่งทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของผู้ที่ออกมาชุมนุมโดยสันติ และสร้างความหวาดกลัวให้กับทนายคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาทำงานปกป้องสิทธิของลูกความ
ทางด้าน น.ส.พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟอรั่มเอเชีย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การฟ้องคดีของเจ้าพนักงานต่อทนายความสิทธิมนุษยชน เป็นการตอบโต้และคุกคามผู้ที่ทำงานสิทธิมนุษยชนด้วยการใช้กฎหมายอย่างไม่ชอบธรรม ทำให้ผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนทำงานยากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายการคุกคามต้องการให้เกิดความกลัว
น.ส.พิมพ์สิริ กล่าวด้วยว่า เมื่อ ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองมติเรื่องการปกป้องนักสิทธิมนุษยชน และประเทศไทยได้ลงมติรับรองด้วย ดังนั้นจึงมีพันธะผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตาม แต่สิ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับ น.ส.ศิริกาญจน์ กลับขัดแย้งกัน ซึ่งการรับมติของสหประชาชาติไม่ใช่เพื่อให้ภาพลักษณ์ในทางระหว่างประเทศของไทยดูดีขึ้น แต่จะต้องนำมาปฏิบัติด้วยจึงจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น