ผิดไหม ? ที่จะบอกเป็นนัยว่าผู้พิการเป็นคน “ไม่ปกติ”
นายเอียน ดันเคิน สมิธ รัฐมนตรีแรงงานและบำนาญของอังกฤษกำลังถูกวิจารณ์หนัก หลังจากที่พูดออกไปว่า “ผู้ที่ไม่ได้เป็นคนพิการ ถือเป็นคนปกติ” ซึ่งเท่ากับกล่าวเป็นนัยว่า คนพิการคือคนไม่ปกตินั่นเอง ทีมข่าว Ouch Blog ของห้องข่าวบีบีซีจึงได้ออกไปสำรวจดูว่า ทำไมคำพูดของนายดันเคิน สมิธ ถึงทำให้หลายคนโกรธนัก
รัฐมนตรีแรงงานฯ พูดเรื่องดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่กล่าวปกป้องนโนบายของรัฐบาลซึ่งต้องการให้ผู้พิการกลับไปทำงาน โดยเขากล่าวว่า “เรากำลังหาทางเพื่อให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มผู้พิการขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ เช่นเดียวกับผู้ไม่พิการที่กลับเข้าทำงาน”
หลังจากคำกล่าวนี้ของเขา ปรากฏว่ามีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรวดเร็วมาจากทั้งผู้พิการและไม่พิการ เพราะต่างเข้าใจว่า เขาจัดให้คนพิการเป็นกลุ่มที่ “ไม่ปกติ” มีโพสต์หนึ่งบนทวิตเตอร์ที่ระบุว่า “ในหมู่พวกเรา ไม่มีใครปกติสักคน” และ “ความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ” ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงนิยามของคำว่า “ความปกติ”ขึ้น รวมทั้งมีการถกเถียงกันในเรื่องที่ว่า เหมาะสมหรือไม่ หากจะใช้คำว่า “ปกติ” เมื่อพูดถึงความพิการ
จอร์จ วอล์คเดน นักประวัติศาสตร์ด้านภาษาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ชี้ว่า การใช้คำว่าปกติ ส่อนัยว่ามีคน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ผิดปกติและผิดแผกไป เป็นกลุ่มที่มีปัญหา ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็น “พวกเขา” และ “พวกเรา” อย่างไรก็ตามเขาชี้ว่า การใช้คำขึ้นอยู่กับบริบทด้วย และสำหรับแต่ละคนย่อมมีความหมายไม่เหมือนกัน เช่นถ้าบอกว่า เก้าอี้ปกติมีสี่ขา ก็เป็นเรื่องที่รับได้ วอล์คเดนบอกว่าความหมายอีกอย่างของคำว่าเป็นปกติ คือเป็นเรื่องที่เราต่างต้องการไขว่คว้าให้เกิดขึ้น แต่ในกรณีของผู้พิการ คำว่า “ปกติ” เป็นคำพูดที่ดูโหดร้าย เพราะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ขณะที่หลายคนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเวลาพูดคำว่า “ปกติ” แต่มิค สการ์เล็ท ผู้ที่ต้องใช้รถเข็นสำหรับผู้พิการบอกว่า เขาต้องทนกับคำนี้มาตลอดชีวิต “คำว่า “ปกติ” ไม่ควรมีอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะผมไม่คิดว่าจะมีใครที่สามารถนิยามได้ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเราก้าวข้ามแนวคิดเรื่องความเป็นปกตินี้ไปได้ เราก็จะเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง และก็ไม่ต้องไปคอยระบุว่าใครปกติหรือไม่กันอีก ผมได้เจอผู้พิการที่อายุยังน้อยหลายคน พวกเขาต่างบอกว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการมาก ๆ คือ อยากเป็นปกติ มันทำให้ผมคิดว่า ใครก็ตามที่พยายามไขว่คว้าเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ได้พลาดเป้าหมายในชีวิตไปแล้ว สำหรับผมเป็นเรื่องดีกว่า ที่จะมองว่าตัวเองไม่ปกติและต่างออกไป เพราะมันน่าสนใจกว่า”
อย่างไรก็ตามปิปา ริกส์ สตรีตาบอดคนหนึ่งจากสกอตแลนด์เห็นต่างออกไป เธอเห็นด้วยที่นายดันเคิน สมิธใช้คำว่า “ปกติ” เมื่อพูดถึงผู้ไม่พิการในกรณีนี้ “ความจริงคือการที่เราถูกมองว่า “พิการ” มันหมายความว่า เราไม่มีความสามารถเหมือนคนส่วนใหญ่ หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง การที่จะอธิบายว่าคนส่วนใหญ่เป็นอย่างไรนั้น ก็คือการที่บอกว่าพวกเขา “ปกติ”นั่นเอง”
ส่วน ดร. จอห์น ฮิวจ์ แพทย์ประจำบ้านในเมืองแมนเชสเตอร์ บอกว่า ในทางการแพทย์ ความหมายของคำว่าปกติ มีนัยที่ต่างออกไปจากการใช้ในสังคมทั่วไป สำหรับแพทย์จะต้องมีมาตรฐานเดียวกันว่า “ปกติ” หมายถึงอะไร เช่นในทางการแพทย์จะมีมาตรฐานปกติของผลเลือด การเต้นของหัวใจ ส่วนอะไรที่ผิดแผกออกไปจะถือว่า ผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม ดร. ฮิวจ์ บอกว่า “ปกติ” ในความหมายของแพทย์ หมายถึงมีสองแขน สองขา หรือมีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ก็มีบางครั้งที่แพทย์มีมุมมองของคำว่า “ปกติ” ต่างออกไป เช่น โรคออทิสซึ่ม กับแอสเพอร์เกอร์ ซึ่งมีกลุ่มอาการที่หลากหลาย และจิตแพทย์มีเกณฑ์การวินิจฉัยต่างออกไปจากแพทย์ทั่วไป และแม้แต่ศัพท์แสงที่ใช้เวลาพูดถึงโรคออทิสซึ่มก็ยังมีแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น มีผู้เป็นออทิสติกที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกับผู้ที่เราเชื่อว่ามีลักษณะ “ปกติ” แบบที่สมองควรจะเป็น ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วแพทย์ก็จะใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าอะไรคือ “ปกติ” เพราะว่าคำนี้ยังขึ้นอยู่กับการตีความของคนในวงการแพทย์เช่นกัน
ภาพประกอบ - ภาพแรก นายเอียน ดันเคิน สมิธ; ภาพ 2 ประเด็นถกเถียงทางทวิตเตอร์; ภาพ 3 มิค สการ์เล็ท



