จุดขายของร่าง รธน.คือขายความกลัว ให้คนที่กลัวว่าจะเกิดความไม่สงบ แล้วจะได้มี "อภิรัฐบาล" มาถือมาตรา 44 ไว้ปราบปราม แต่ความจริงคือการวางระบอบแบบนี้เท่ากับจุดชนวนให้กลไกอำนาจชนกัน เอาอะไหล่รัฐประหารไปยัดไว้ในระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลจากเลือกตั้ง แน่ละ รัฐบาลเลือกตั้งอาจทำอะไรไม่ได้มาก แต่ตัวระบอบก็เปิดช่องให้มีการเคลื่อนไหวมวลชนได้ทุกฝ่าย การวางกลไกไว้กดประชาชนยิ่งจะทำให้มีโอกาสวุ่นวายเสียยิ่งกว่าระบอบ คสช.อยู่ต่อไป (จะได้พินาศทีเดียวจบ-ฮา)
กลไกหลายอย่างมันมีไว้จุดปะทุชัดๆ เช่น คปป.ในอำนาจปกติ (ยังไม่ต้องใช้ ม.280 หรือ ม.44 แปลงร่างเลยนะ) สั่งรัฐบาลทำโน่นทำนี่ได้ ถ้าไม่ทำก็ลงมติ 3 ใน 4 บังคับได้ หรือเช่นการเอาความต้องการของม็อบนกหวีดที่จะไล่รัฐบาลรักษาการมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ บอกว่าถ้า ครม.รักษาการพ้นตำแหน่งเกินครึ่ง ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนหมด แบบนี้มันก็ไล่ล่าขู่ฆ่า รมต.ให้ลาออกสิครับ วิธีเขียนกฎหมายแบบนี้ต้องเรียกว่า "เนติวิปริต" (แค่วิบัติไม่พอ)
อีกด้านหนึ่ง จุดขายของร่าง รธน.คือพวก "คนดี" คนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี (รวมทั้งพวก NGO อำนาจนิยม) ที่ต้องการเข้าไปมีอำนาจร่วมกับทหาร ตุลาการ รัฐราชการ พวกนี้เพ้อฝันว่าระบอบคล้ายๆ "การเมืองใหม่" หรือ "สภาประชาชน" ดีกว่าการเลือกตั้ง และเว้นวรรค "ไม่เป็นประชาธิปไตย" ซักพักจะเป็นไรไป แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ประชาธิปไตยต้องมีระบอบการปกครองด้วยกฎหมาย ที่บังคับใช้อย่างเสมอภาค ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ระบอบที่พวกหลงตนเป็น "คนดี" กำลังต้องการคือระบอบเลือกปฏิบัติ เล่นพวก เพราะมีแต่พวกกูเป็นคนดี ซึ่งท้ายที่สุดมันจะทำลายศีลธรรมความดีค่านิยมความเชื่อศรัทธา ฯลฯ ที่คนเหล่านี้ยึดถือ เพราะการแยกศีลธรรมออกจากความชอบธรรม แยกความดีออกจากกติกา จะทำให้ไม่เหลืออะไรเลย
00000
อะไรคือ "จุดขาย" ของร่างรัฐธรรมนูญ "ความกลัว" ไงครับ ขายความกลัวว่าถ้าไม่มีอำนาจพิเศษที่ "ไม่เป็นประชาธิปไตย" แล้วจะไม่มีใครดูแลความสงบ
"วันหน้ามันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้ายังไม่มั่นใจจะต้องมีใครดูแลหรือไม่ และต้องให้เขามีอำนาจบ้างใช่หรือไม่"
ไม่ยักมีใครย้อนถามว่า ความไม่สงบที่ผ่านมาเกิดเพราะประชาธิปไตยหรือเพราะ "ไม่เป็นประชาธิปไตย" กันแน่
สังคมไทยตรรกะวิปริตถึงขั้นคิดว่าถ้าไม่อยากให้เกิดรัฐประหาร ก็เขียนรัฐธรรมนูญให้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลไปซะเลย (วิปริตสองชั้นด้วยนะ เพราะเชียร์รัฐประหารกันจังแต่กลับไม่ต้องการให้เกิดอีก)
รัฐประหารคือการยึดอำนาจตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือกฎหมาย คณะรัฐประหารใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เพียงแต่จะใช้ไม่ใช้ก็ขึ้นกับจริยธรรมความยับยั้งชั่งใจ
ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เลือกตั้ง ประชาธิปไตยคู่กับนิติรัฐ ระบอบการปกครองด้วยกฎหมาย มีกฎกติกาไม่ให้ใครใช้อำนาจตามอำเภอใจ มีหลักแบ่งแยกอำนาจ ที่มาของอำนาจ ความรับผิดชอบ การตรวจสอบถ่วงคาน และประกันสิทธิเสรีภาพ
รัฐประหารกับประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ผสมพันธุ์กันไม่ได้ เอาอะไหล่ไปประกอบกันไม่ได้ ถ้าไม่อยากเป็นประชาธิปไตยก็อยู่ในระบอบรัฐประหารต่อไป ไม่ใช่เขียนรัฐธรรมนูญยัดโครงสร้างอำนาจคล้าย คสช. ไว้เหนืออำนาจเลือกตั้ง ไม่ต่างจากต่ออายุรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ ไว้ในรัฐธรรมนูญค้างคืน
ไม่คิดหรือว่ากลไกอำนาจจะยิ่งปะทะกัน ที่อ้างว่ามีไว้ป้องกันความไม่สงบ มันจะยิ่งไม่สงบ
ประเทศนี้ชอบวาทกรรมตลกๆ รัฐประหารบอกเป็นประชาธิปไตย ๙๙.๙๙% แต่รัฐธรรมนูญบอกไม่เป็นประชาธิปไตย
ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบ ทำไมไม่กำหนดกติกาให้การเมืองเป็นไปตามความนิยม ไม่ใช่วางกับดักโค่นล้มกันด้วยศาล องค์กรอิสระ หรือวุฒิสภา เช่นถอดถอนตัดสิทธิตลอดชีวิต ไม่คิดหรือว่าจะปลุกคนลุกฮือโดยง่าย
ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบ ทำไมต้องสืบทอดกลไกข่มอำนาจที่ประชาชนเลือกมา เช่นมาตรา ๒๖๑ เขียนว่าถ้า คปป.เสนอให้รัฐบาลทำอะไร รัฐบาลบอกทำไม่ได้ ก็ให้อำนาจ คปป.ลงมติ ๓ ใน ๔ บังคับรัฐบาล
รัฐประหารครั้งนี้เกิดจากม็อบขัดขวางเลือกตั้ง เรียกร้องให้ ครม.รักษาการลาออกเพื่อตั้ง "นายกฯคนกลาง" แต่ ครม.ยืนยันลาออกไม่ได้ ทราบไหมครับรัฐธรรมนูญแก้ปัญหาอย่างไร ร่างแรกท่านให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน แต่พอถูกทักท้วงก็เขียนใหม่ มาตรา ๑๗๔ ให้ ครม.ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่เมื่อไหร่ที่ ครม.เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนทั้งหมด
ท่านเขียนให้เกิดความสงบ หรือเขียนเปิดช่องให้ม็อบในอนาคตบุกบ้านคุกคามลูกเมียรัฐมนตรี
กับดักทำนองนี้เต็มไปหมด ไม่สำนึกว่าวิกฤตสิบปีที่ผ่านมาเริ่มจากขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งเหลิงอำนาจ แต่กลับไปพึ่งรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ เพิ่มอำนาจให้ปะทะความนิยมของประชาชนจนบานปลาย
แน่ละ "จุดขาย" อีกด้านของร่างรัฐธรรมนูญคือความ "ไม่เป็นประชาธิปไตย" สอดคล้องกับอุดมคติของม็อบคนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี (อาหารดี) ที่เรียกร้อง "การเมืองใหม่ ๗๐:๓๐" จนถึง "สภาประชาชน" โดยคาดหวังว่าจะมีที่นั่งใน คปป. วุฒิสภา องค์กรอิสระ ให้พวกตนเข้ามาใช้อำนาจร่วมกับกองทัพและรัฐราชการ พูดอย่างมองแง่ดีก็คือคนเหล่านี้หวังจะมี "คนดี" เทคโนแครตด้านต่างๆ เข้ามาสานต่อ "ปฏิรูปประเทศ" ให้คนชนบทคนระดับล่างหลุดพ้นจาก "นักการเมืองชั่ว"
แต่สิ่งที่พวกเขามองไม่เห็นคือความ "ไม่เป็นประชาธิปไตย" ไม่ใช่แค่ไม่เอาอำนาจเลือกตั้งชั่วคราว หากยังต้องโยนทิ้งหลักการเหตุผลหลายอย่างลงท่อ เช่น หลักความเสมอภาค หลักการได้อำนาจมาโดยชอบธรรม หลักการถ่วงคานอำนาจ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งความโปร่งใส
อ้าว คุณจะเลือกคนดีได้ไง เมื่อไม่เอาเลือกตั้งก็ต้องสรรหา ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าจะหนีพ้นระบบอุปถัมภ์เล่นพวกเส้นสาย ยิ่งพยายามตีกรอบก็ยิ่งเลือกปฏิบัติ เช่นเขียนรัฐธรรมนูญให้ ทปอ.สรรหาองค์กรอิสระ (แล้วราชภัฏราชมงคลล่ะ) หรือบางครั้งก็หาเหตุผลไม่ได้ ไม่เอาสมัชชาคุณธรรมกลับไปเอาภาคเอกชน ๓ สถาบันมาสรรหา ป.ป.ช.
ข้อสำคัญมันยังเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ของพลังคนชั้นกลางที่เติบโตมาจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ปากอ้างประชาธิปไตย แต่จู่ๆ ก็อย่างหนาประกาศ "ไม่เป็นประชาธิปไตย" (ก็ได้วะ)
นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย ที่พยายามแยกศีลธรรมออกจากความชอบธรรม อ้างความดีคว่ำกฎกติกา จนเข้าสู่สภาวะตรรกะวิปริต หาเหตุผลอธิบายการกระทำของตนไม่ได้ ได้แต่ท่องคาถา "คนดี" ย้ำคิดย้ำทำ

Source : FB Atukkit Sawangsuk & http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1441379622

 
Top