
เริ่มใช้ พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก และ พ.ร.บ. ภาษีการรับให้ฉบับแก้ไขต้นปีหน้า
พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558 ว่าด้วยภาษีการรับให้ ในกรณีที่โอนทรัพย์สมบัติก่อนผู้ให้เสียชีวิต ได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในเดือนมกราคม ปี 2559
ทั้งนี้ สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องจ่ายภาษีในส่วนของมรดกที่มูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 10 แต่ถ้าเป็นการรับมรดกจากบุพการี หรือผู้สืบสันดาน จะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยผู้รับมรดกจะต้องยื่นสำแดงภาษีภายใน 150 วัน หลังจากวันที่รับมรดก ส่วนทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมี 5 ประเภทด้วยกันได้แก่ 1.บ้านและที่ดิน 2.เงินฝากในธนาคาร 3.หุ้นและหุ้นกู้ 4.รถยนต์ และ 5.ทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา โดยในการเสียภาษีนั้นเจ้าหน้าที่จะประเมินมูลค่าทรัพย์สินทุกประเภทที่ได้รับรวมกัน แม้จะได้รับมาไม่พร้อมกันก็ตาม
ในส่วนของ พ.ร.บ.ภาษีการรับให้ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เป็นการประกาศใช้ควบคู่กันกับ พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก เพื่ออุดช่องว่างในกรณีการให้โดยเสน่หา ที่ปัจจุบันไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น หากมีการโอนทรัพย์สมบัติให้ก่อนผู้ให้จะเสียชีวิต จะเข้าข่ายเป็นภาษีการรับให้ ซึ่งต้องจ่ายภาษีในทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 5 แต่หากเป็นกรณีบุพการีมอบให้ผู้สืบสันดาน กำหนดให้จ่ายภาษีเฉพาะในส่วนที่เกิน 20 ล้าน ในอัตราร้อยละ 5
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กฎหมายเรียกเก็บภาษีจากการรับมรดกและการยกให้โดยเสน่หาถือเป็นกฎหมายประวัติศาสตร์ที่นานาอารยประเทศ มีใช้กัน สำหรับประเทศไทยมีความพยายามผลักดันมายาวนานแต่ไม่สามารถเป็นผลได้จริง เพิ่งจะมาสำเร็จในรัฐบาลนี้ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเจตนาที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวมให้ได้มากที่สุดในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยกฎหมายการเก็บภาษีมรดกถือเป็นการจูงใจให้กลุ่มผู้มีฐานะดีบริจาคเงินเพื่อองค์กรการกุศลและสาธารณะประโยชน์มากขึ้น ลดการสะสมทรัพย์เพื่อเป็นมรดก ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนให้รุ่นลูกหลานได้แสดงความสามารถในการทำงานสร้างฐานะของตนเองมากกว่ารอรับมรดกเพียงด้านเดียว ช่วยลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของฐานะทางเศรษฐกิจในสังคมได้ รวมทั้งจะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ