คดีที่น่าสลดมาก เป็นปัญหาของกระบวนการดำเนินคดี 112 ยิ่งเมื่อเป็นศาลทหาร ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปอีก
ประเด็นที่น่าคิดคือ หนึ่ง เธอไม่ได้หนี ตั้ง 5 เดือนหลังจากตำรวจไปค้นบ้าน เธอคงคิดว่าตัวเองไม่ผิด อาจเพราะปฏิเสธว่าเฟซบุคชื่อนั้นไม่ใช่ของเธอ หรืออะไรก็ตามแต่ (เนื่องจากไม่ได้สู้คดี จึงไม่มีข้อมูลว่าตำรวจสรุปได้อย่างไรว่าชื่อบัญชีเฟซบุคนั้นเป็นของเธอ)
คิดง่ายๆ นะครับ ถ้าเธอเป็น "แดงล้มเจ้า" อย่างที่พวกนั้นชอบกล่าวหา หรือถ้ารู้ตัวว่าโพสต์หมิ่นจริงๆ รู้ว่าตัวเองโดนแน่ มีเวลาตั้ง 5 เดือน ป่านนี้ไปอยู่นิวซีแลนด์แบบตั้ง อาชีวะ แล้ว
อันนี้ต่างกับแซม พงษ์ศักดิ์ 60 ปี ซึ่งยอมรับว่าโพสต์หมิ่นจริง (และหลังรัฐประหารก็หนีแต่หนีอยู่ในประเทศจนโดนจับ) คำถามจริงมีแต่ว่าลงโทษหนักไปหรือไม่
สอง ตอนแรกเธอปฏิเสธ แต่เช้าวันนั้น ทนายกลับมายื่นคำรับสารภาพ ขอลงโทษสถานเบา คงหวังว่าจะติดคุก 5 ปี ลดโทษเหลือกี่งหนึ่ง แตที่ไหนได้ กลายเป็น 56 ปี ลดเหลือ 28 ปี
ทำไมรับสารภาพ ก็เป็นปัญหาเดิมๆ ของกระบวนการดำเนินคดี 112 คือปฏิเสธอย่างไรก็ไม่ได้ประกันตัว และส่วนใหญ่แล้ว ผู้โดนกล่าวหามักไม่รอดพ้นความผิด ไม่แน่ใจว่าทนายความหรือญาติพี่น้องเลยเกลี้ยกล่อมว่ารับสารภาพเถอะ น่าจะโทษเบา แล้วจะได้รีบออกมาเลี้ยงลูก
แต่กลายเป็นลูกสาว 2 คนอายุ 7 ขวบและ 5 ขวบต้องกำพร้าแม่ไปอีก 28 ปี

คดีนี้นาสนใจมาก
ศาลทหารตัดสินจำคุก 28 ปี
พนง.โรงแรมเชียงใหม่
โพสต์เฟซบุ๊ก 7 ข้อความผิด 112
https://tlhr2014.wordpress.com/2015/08/07/sasivimon_112/
1. คุณศศิวิมล ( ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ในชื่อ ‘รุ่งนภา คำภิชัย’ จำนวน 7 ข้อความ ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2557 หรือเกิดขึ้น 4 เดือนหลังรัฐประหาร และคดี 112 ต้องขึ้นศาลทหาร
2. กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า ‘เฟซบุ๊กเชียงใหม่’ ร้องทุกข์ต่อ ต่อบัญชีเฟซบุ๊กชื่อรุ่งนภา คำภิชัย ในความผิดตามมาตรา 112 เมื่อวันที่ 27 กันยายน . 2557 โดยคุณศศิวิมลให้ข้อมูลว่าราวปลายเดือนกันยายน 2557 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายค้นไปที่บ้านและมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือจากบ้านของเธอไปตรวจสอบ
3. 5 เดือนหลังจากนั้น คือวันที่ 13 กุมภา 2558 ศศิวิมล ซึ่งใช้ชีวิตปกติ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจ และมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ก่อนจะถูกนำตัวไปฝากขังยังศาลทหาร และนำตัวไปควบคุมยังทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ทันที โดยญาติได้เช่าหลักทรัพย์จำนวน 400,000 บาท เพื่อยื่นขอประกันตัวรวม 3 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยมีทนายความที่ญาติจำเลยว่าจ้างเข้าช่วยเหลือในคดีนี้
4. มิถุนายน 2558 ศศิวิมลขึ้นศาลทหารได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
5. กรกฎาคม 2558 ศาลทหารนัดตรวจพยานหลักฐานจำเลย แล้วจึงเริ่มนัดสืบพยานโจทก์
6. 7 สิงหาคม 2558 ผู้รับมอบอำนาจจากทนายจำเลยได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาล ขอกลับคำให้การเดิม โดยขอให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ไม่ขอต่อสู้คดีอีก และได้ยื่นคำร้องประกอบขอให้ศาลลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกไว้
7. ศาลทหารได้อ่านคำพิพากษาในทันที โดยศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 7 กรรม พิพากษาให้จำคุกกรรมละ 8 ปี รวมเป็นจำคุก 56 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 28 ปี
8. ศาลทหารพิจารณาว่า ส่วนคำร้องที่จำเลยขอให้ศาลลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ ศาลเห็นว่าความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนเคารพสักการะ การกระทำของจำเลยจึงกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างร้ายแรง และศาลได้ลงโทษจำเลยในสถานเบาอยู่แล้ว จึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้
9. ปัจจุบันศศิวิมลอายุ 29 ปี ซึ่งเท่ากับว่าเกิดปี 2529 คำพิพากษาจำคุก 28 ปี หมายความเธอจะได้รับอิสรภาพเมื่อเธออายุ 57 ปี คือในปี 2586 ปี ซึ่งศาลทหารถือว่าเป็นโทษสถานเบาแล้ว
10. ศศิวิมล มีลูกสาวสองคน คนโตอายุ 7 ขวบ (เกิดปี 2551 คุณศศิวิมลอายุ 22 ปี) และคนเล้ก 5 ขวบ (เกิดปี 2553 คุณศศิวิมลอายุ 24 ปี) คาดว่าคนโตจะอยู่ ป 1 คนเล็กอาจจะอยู่ชั้นอนุบาล 2
11. ถ้าคุณศศิวิมล อยู่จนครบโทษ 2586 ลูกสาวคนโต จะอายุ 35 ปี ส่วนคนเล้กจะอายุ 32 ปี มากกว่าอายุตอนที่คุณศศิวิมลให้กำเนิดลูกคนโต 11 ปี และลูกสาวคนเล็ก 8 ปี

 
Top