กฎหมายล้วนๆ นะครับแต่แปรให้อ่านง่ายสไตล์ผม ตั้งแต่มาตรา 110 ที่เดิมบอกว่าถ้าผู้สมัคร ส.ส.แพ้ Vote No จะไม่ได้เป็น เราก็บอกว่างั้นบอยคอตต์เลือกตั้งแล้ว Vote No สิ มันส์ดี ที่ไหนได้ บวรศักดิ์กลับไปแก้ว่าแพ้ Vote No ให้ Vote แต่คราวนี้ใช้แค่ 20% ของผู้ไปใช้สิทธิก็พอ ไอ้นั่นน่ะไม่เท่าไหร่ ขำกลิ้งตรงที่ดันเขียนต่อว่า ถ้ายังไม่มีคนได้คะแนนถึง 20% อีกก็ให้ดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
มักง่ายนี่ครับ คิดไม่ออก บอกให้รอดูกฎหมายประกอบ แล้วรับๆ ไปก่อน ทั้งที่วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส.ยังไม่ชัดเจนเลย แล้วไม่ใช่ที่เดียว ไอ้ที่เอาสาระสำคัญไปหมกไว้ในกฎหมายประกอบยังมีอีกหลายเรื่อง แม้แต่เรื่อง คปป. หลักเกณฑ์สรรหา คุณสมบัติ ข้อห้าม วาระดำรงตำแหน่ง ก็ให้รอกฎหมายประกอบ
นอกจากนี้ยัง "สองมาตรฐาน" เรื่องการถอดถอนตัดสิทธิ เพราะร่างแรกให้อำนาจรัฐสภาถอดถอนทั้งนักการเมือง ศาล องค์กรอิสระ ด้วยคะแนน 3 ใน 5 แต่ร่างใหม่แยกนักการเมืองให้ถอดถอนโดยรัฐสภาคะแนนเสียงแค่กึ่งหนึ่ง ศาล องค์กรอิสระ ถอดถอนโดยวุฒิสภาคะแนนเสียง 3 ใน 5 ทั้งที่ถอดถอนแล้วตัดสิทธิตลอดชีวิต ซึ่งพอย้อนไปอ่านมาตรา 108 มันก็ลักลั่นย้อนแย้ง ถูกศาลพิพากษาว่าผิด กับถูกรัฐสภาถอดถอนเพียงเพราะ "ส่อว่า" ผิด โดยตัดสิทธิเท่ากัน

00000

เมื่อครั้งกรรมาธิการโชว์ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ผมเคยยุว่าถ้าพรรคการเมืองเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ให้บอยคอตเลือกตั้งนำประชาชน Vote No เพราะร่างแรกท่านเขียนไว้อย่างเท่ว่า ผู้สมัครส.ส.ทั้งระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกจะต้องได้คะแนน เสียงไม่น้อยกว่า Vote No


"ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ Vote No" เท่มากเลยครับ แต่ที่ไหนได้หลังจากผมทำตัวเป็นบ่าง ฉบับแก้ไขใหม่ท่านก็อุดช่อง เพิ่มวรรคสองในมาตรา 110 ว่าถ้าไม่มีใครได้รับเลือกเพราะแพ้ Vote No ให้เลือกใหม่ ครั้งนี้ขอให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของผู้มาใช้สิทธิก็พอ

เอ๊ะ ถ้าคะแนนยังไม่ถึงอีกจะทำไง? ท่านเขียนว่า "ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งตามจำนวนดังกล่าว ให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง..."

อ้าวเฮ้ย งงไหม จะทำยังไงก็ไม่บอก ไม่ทราบว่าคิดไม่ออกหรือหมกไว้ ต้องรอให้ท่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบ ชาวบ้านถึง จะรู้ ระหว่างนี้ก็ให้สปช.รับร่าง ให้ประชาชนลงประชามติไปพลางๆ ทั้งที่ยังไม่กระจ่างว่ากติกาเลือกส.ส.เป็นอย่างไร (ถ้าได้น้อยกว่าร้อยละ 20 อาจจะจับสลากก็ได้)

นี่หรือวิธีเขียนกฎหมายของปรมาจารย์ กั๊กหลักการสำคัญที่ต้องบัญญัติในกฎหมายแม่ไว้ไปเขียนในกฎหมายลูก

แล้วไม่ใช่ที่เดียว มีอีกตั้งเยอะที่เอาถ้วยครอบลูกเต๋าไว้ ให้รับร่างไปก่อนแล้วจะเขียนกฎหมายอธิบายทีหลัง ตัวอย่างเช่น มาตรา 260 คปป. "คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นตำแหน่ง อำนาจหน้าที่...." ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบ

โห "อภิรัฐบาล" อำนาจมหาศาลวิจารณ์ทั้งบ้านทั้งเมือง แต่คุณสมบัติ หลักเกณฑ์การได้มา นอกจาก 11 คนแรกที่รู้ว่ามาโดยตำแหน่ง 11 คนหลังยังไม่รู้เลยว่าจะเลือกผู้ทรงคุณวุฒิคุณธรรมกันอย่างไร

วิธีอ่านร่างรัฐธรรมนูญของท่านต้องอ่านให้เชื่อมไปเชื่อมมา อย่าอ่านทื่อๆ ตรงไปตรงมา เช่นมาตรา 261 ท้ายวรรคสองบอกว่า คปป. "ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน" แต่ดูวรรคหนึ่งกำหนดอำนาจเสนอรัฐบาลเพียบ เสนอแล้ว ต้องทำ ไม่งั้นร้องศาลรัฐธรรมนูญ วรรคสามต่อให้รัฐบาลทำ ไม่ได้ ถ้า คปป.มีมติ 3 ใน 4 ก็ต้องทำ

ที่สำคัญนะ ถ้าอ่านมาตรา 260(3) ท่านบอกว่ากรรมการผู้เชี่ยวชาญการปฏิรูป 11 คนตั้งจาก "รัฐสภา" แต่ถ้าอ่านบทเฉพาะกาลมาตรา ๒๘๐ วรรคแรกบอกให้ตั้งคปป.ทันที โดยตั้งแค่ 19 คนก่อน อีก 3 คนคือนายกฯ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา รอหลังเลือกตั้ง อ้าว งั้นเอา "รัฐสภา" มาจากไหน ก็ดูบทเฉพาะกาลมาตรา 274 สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา

ฉะนั้น คปป.11 คนตาม 260(3) ก็ตั้งจากสนช.นั่นเอง ทำไมไม่บอกเสียตรงๆ

วิธีอ่านรัฐธรรมนูญของท่านยังต้องอ่านเปรียบเทียบ อะไรมีไม่มีในร่างแรก อะไรที่เพิ่มเข้ามาในร่างหลัง เพราะ "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"

ยกตัวอย่างการถอดถอนนักการเมืองแล้ว "ตัดสิทธิตลอดชีวิต" ที่ภูมิใจนักหนา ถ้าอ่านร่างแรกจะพบว่าท่านให้รัฐสภามีอำนาจถอดถอนนักการเมือง ประธานศาล องค์กรอิสระ "เสมอหน้ากัน" ด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 5

แต่ถ้าอ่านร่างหลังมาตรา 238 ประกอบ 240 ท่านเปลี่ยนใจให้รัฐสภามีอำนาจถอดถอนนักการเมืองด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่ง หนึ่ง แต่การถอดถอนประธานศาล องค์กรอิสระ กลับให้เป็นอำนาจวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 5

ไหงงั้นละ ครับ พอตัดสิทธิดำรงตำแหน่งตลอดชีวิตกลับไม่ยอมให้รัฐสภาที่มาจากเลือกตั้ง 527 จาก 650 คนสามารถถอดถอนศาล องค์กรอิสระ กลับใช้คนละมาตรฐาน ให้วุฒิสภาที่มีส.ว.สรรหา 123 คนมีอำนาจถอดถอนเท่านั้น ซ้ำยังใช้ 3 ใน 5 คือ 120 คน ลำพังส.ว.เลือกตั้งถอดถอนใครไม่ได้ แต่ถ้าส.ว.สรรหาผนึกกำลังก็ถอดถอนได้ทุกศาลทุกองค์กรอิสระ

ต่อไปเราอาจเห็นฝ่ายค้าน 200 เสียงอภิปรายไม่ไว้วางใจแพ้รัฐบาล แต่สามัคคีส.ว. 126 เสียงถอดถอนนายกฯได้ โดยไม่ใช่แค่พังทั้งรัฐบาลแต่ยังตัดสิทธิตลอดชีวิต

ถามว่าตัดสิทธิตลอดชีวิตยุติธรรมไหม ไปอ่านมาตรา 108 ลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เทียบ (7) (8) ซึ่งบอกว่า "เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล" หรือ "คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย" ว่าร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตประพฤติมิชอบ กับ (15) "เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ"

คำพิพากษากับมติถอดถอนเพราะ "ส่อ" ทำไมมีผลเท่ากัน

source :- FB Atukkit Sawang & http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1441297403

 
Top