มาซีโดเนียชี้จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้อพยพ
ทางการมาซีโดเนียประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความสงบและผู้อพยพบริเวณพรมแดนติดกับกรีซวานนี้ โดยนายนิโคลา โปโปสกี รัฐมนตรีต่างประเทศของมาซีโดเนียระบุว่า เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้อพยพจากตะวันออกกลางที่พยายามข้ามพรมแดนจากกรีซมายังมาซีโดเนียนั้น มีความจำเป็นต้องทำ เพราะมีผู้อพยพเข้ามายังมาซีโดเนียจำนวนมากถึงวันละราว 3,500 คน จนประเทศที่มีขนาดเล็กและทรัพยากรน้อยอย่างมาซีโดเนียไม่อาจรับมือได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อพยพอย่างเลวร้ายแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ได้วิจารณ์ตำหนิทางการมาซีโดเนียว่า ปฏิบัติต่อผู้อพยพเหมือนเป็นผู้ก่อการจลาจล หลังจากวานนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของมาซีโดเนีย ยิงแก๊สน้ำตาและระเบิดแสงเข้าใส่กลุ่มผู้อพยพซึ่งส่วนใหญ่มาจากอิรักและซีเรีย รวมทั้งใช้กระบองและโล่ห์เข้ากันไม่ให้กลุ่มผู้อพยพวิ่งฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่เข้ามาในเขตแดนมาซีโดเนีย ทำให้เกิดการปะทะกันและมีผู้อพยพได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้อพยพที่พยายามวิ่งเข้าฝ่าแนวกั้นเป็นกลุ่มแรกๆ สามารถผ่านเข้าไปในมาซีโดเนียได้ และจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางในประเทศต่างๆในยุโรป เช่น เยอรมนี



