0

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ความร่วมมือด้านข่าวกรองที่แน่นแฟ้น ระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ
8 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นวันครบรอบ 75 ปีที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯเดินทางเยือนคฤหาสน์ “เบลทช์ลีย์ พาร์ค” ในมณฑลบัคกิงแฮมเชียร์ของอังกฤษอย่างลับ ๆในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างหน่วยข่าวกรองอังกฤษและสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปีนี้ พลเรือเอกไมค์ โรเจอร์ส ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) และนายโรเบิร์ต ฮันนิแกน ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองอังกฤษ (GCHQ) ได้เข้าเยี่ยมชมคฤหาสน์เบลทช์ลีย์ พาร์ค เพื่อย้อนรอยเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ด้านข่าวกรองของทั้งสองประเทศ
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2484 เจ้าหน้าที่อเมริกัน 4 คน ได้เดินทางไปยังเบลทช์ลีย์ พาร์ค ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ทำงานด้านข่าวกรองและการถอดรหัสลับการสื่อสารของฝ่ายอักษะ โดยมีเป้าหมายในการนำเครื่องถอดรหัสลับของญี่ปุ่น ซึ่งสหรัฐฯประดิษฐ์ขึ้น ไปมอบเป็นของกำนัลแด่อังกฤษ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ต้องการแสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศอยู่ฝ่ายเดียวกันในสงคราม
ของกำนัลดังกล่าวได้ช่วยสร้างความไว้วางใจกันระหว่างอังกฤษกับสหรัฐฯ เนื่องจากในเวลานั้นทั้งสองประเทศยังไม่ได้ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรร่วมทำสงครามต่อต้านฝ่ายอักษะกันอย่างเป็นทางการ ทำให้หลังจากนั้นรัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล ตัดสินใจยอมเปิดเผยความลับขั้นสุดยอดกับสหรัฐฯ นั่นคือการประดิษฐ์เครื่องถอดรหัส “Bombe” ที่ออกแบบโดย อลัน ทิวริง เพื่อใช้ในการถอดรหัสลับจากเครื่องเข้ารหัส “Enigma” ของฝ่ายเยอรมนี
หลังจากนั้นทั้งสองประเทศได้จับมือทำงานด้านข่าวกรอง โดยแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย และสหรัฐฯได้ส่งเจ้าหน้าที่อีกราว 100 คนไปปฏิบัติงานที่เบลทช์ลีย์ พาร์ค ทั้งยังช่วยผลิตเครื่อง Bombe ให้กับอังกฤษถึง 75 เครื่อง จนนำไปสู่ชัยชนะเหนือฝ่ายอักษะในที่สุด
หลังสงครามสิ้นสุดลง ทั้งสองประเทศยังคงดำเนินความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองกันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา และแม้ว่าในภายหลัง แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านข่าวกรองกับทั้งสองประเทศภายใต้ชื่อกลุ่มที่เรียกว่า Five Eyes หรือ ดวงตาทั้ง 5 แต่ความสัมพันธ์ของประเทศเหล่านี้ก็ยังไม่แน่นแฟ้นเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อฝ่ายอังกฤษอยู่ไม่น้อย จากกรณีที่นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างเอ็นเอสเอ ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลลับจำนวนมากของอังกฤษ ได้นำข้อมูลลับของทางการสหรัฐฯออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน นอกจากนี้ เหล่านักวิจารณ์ยังแสดงความกังวลว่า ความร่วมมือด้านข่าวกรองที่แน่นแฟ้นนี้จะเอื้อให้อังกฤษและสหรัฐฯดำเนินงานด้านข่าวกรองได้ตามอำเภอใจ โดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมได้


แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

 
Top