ความเห็นวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ต่อร่างรัฐธรรมนูญตอน 2: ตรวจสอบถ่วงดุลหลายมาตรฐาน และบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพที่มาพร้อมข้อจำกัด
รศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนจากกลุ่มนิติราษฎร์ ตั้งข้อสังเกตว่าบทบัญญัติว่าด้วยการลงโทษและการถอดถอนนักการเมืองจากการเลือกตั้งนั้นเข้มงวดกว่าตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง และขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าการบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีบทบัญญัติรับรองมากขึ้น กลับจะเป็นข้อจำกัดของการใช้สิทธิเสรีภาพได้ในบางกรณี
เขาระบุว่าประเด็นการถอดถอนนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น สาระสำคัญอยู่ตรงที่ความไม่อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ประเด็นนี้อยู่ในมาตรา 240 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการถอดถอนนักการเมืองและข้าราชการประจำที่ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในตำแหน่งยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงออกจากตำแหน่ง
ในวรรคเกือบท้ายของมาตรา 240 บัญญัติว่าจำนวนเสียงที่จะใช้ลงมติถอดถอนที่ต่างกัน การถอดถอนข้าราชการระดับประจำ ได้แก่ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ทำได้ยากกว่า เพราะต้องใช้เสียงสามในห้าของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา ต่างกับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง คือตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสองสภา ทั้งๆ ที่เป็นความผิดในแบบเดียวกัน ถือเป็นระบบถอดถอนที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง
“พอเป็นฝ่ายการเมืองรัฐธรรมนูญระบุให้ใช้สัดส่วนคะแนนเสียงครึ่งเดียว เป็นคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจ รัฐสภา แล้วให้วุฒิสมาชิกจากระบบสรรหาเข้ามามีส่วนในการถอดถอนอีก สะท้อนให้เห็นความสองมาตรฐานความไม่ยุติธรรมทางการเมืองอย่างชัดเจน”
ในมาตรา 240 วรรครองสุดท้ายบัญญัติให้การยกมือโหวตมีผลต่อเรื่องเป็นการตัดสิทธิอย่างร้ายแรงมาก คือตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หรือในกรณีที่ถูกถอดถอนเพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้มีผลเป็นการตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่นตลอดชีวิต
ในประเด็นนี้เขาชี้ว่า นักการเมืองในระบบเลือกตั้งเป็นการโหวตในทางการเมือง ใช้ความชอบหรือไม่ชอบใจโหวตกันในทางการเมืองได้ จึงไม่ควรมีผลเป็นการตัดสิทธิอย่างร้ายแรงมากเช่นนั้น นอกจากนี้ กรณีกระทำความเสียหายแก่เงินแผ่นดิน จะต้องไปฟ้องศาลวินัยการคลังซึ่งเขาเห็นว่าการบัญญัติแบบนี้จะทำให้เกิดการปรับนักการเมืองชนิดมโหฬาร จนนักการเมืองไม่กล้าออกนโยบาย และจะเป็นเครื่องมือในการเล่นงานกันทางการเมืองได้ง่าย
ในหมวดสิทธิเสรีภาพนั้นเขามีข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญไทยมีพัฒนาการที่สำคัญ คือรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารจะเขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก แต่ยิ่งมากก็ยิ่งผกผันกับความเป็นประชาธิปไตย เพราะการบรรจุเอาสิทธิต่างๆ มารองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อีกด้านหนึ่งก็ไปเพิ่มอำนาจตีความให้กับองค์กรที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้สิทธิเสรีภาพ อีกทั้งบางมาตรา ก็มีการวางกรอบจำกัดสิทธิมากขึ้น เช่น เสรีภาพในการชุมนุม ในมาตรา 53 ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ จะกระทำได้ก็เฉพาะกรณีเท่าที่จำเป็น และไม่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความปลอดภัยด้านสาธารณสุข หรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
ที่สำคัญคือ แม้จะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้หลายมาตรา แต่ต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อไม่มียังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะอ้างสิทธิอย่างไร
