ฝรั่งเศสกำลังจะออกกฎหมายสั่งห้ามไม่ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีขนาดใหญ่กว่า400 ตร.ม. ทำลายอาหารที่ขายไม่หมด แต่จะต้องเซ็นสัญญาบริจาคอาหารที่เหลือให้มูลนิธิหรือธนาคารอาหาร (ฟู้ดแบงก์) ให้เสร็จภายในเดือน ก.ค. ปีหน้า
คนที่ผลักดันให้มีการออกกฎหมายฉบับนี้คือนายอาราช เดรามบาร์ช นักการเมืองฝ่ายขวา ที่ริเริ่มทำโครงการรณรงค์รวบรวมอาหารที่เหลือจากการจำหน่ายไปบริจาคให้คนจนและรณรงค์ทางออนไลน์ให้มีการออกกฎหมาย หลังจากได้เห็นชายจรจัดคนหนึ่งคุ้ยถังขยะหาเศษอาหารประทังชีวิตท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเมื่อปีก่อน
อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับที่แตกต่างกัน มูลนิธิต่าง ๆ บอกว่าอาจไม่สามารถรับมือกับอาหารบริจาคจำนวนมหาศาลได้ เนื่องจากมีทรัพยากรในการจัดการไม่พอ ทั้งกำลังคน รถบรรทุก ตู้เย็น อีกทั้งยังต้องระวังไม่ให้กลายเป็นดาบสองคม เพราะหากมูลนิธิได้รับอาหารบริจาคเกินความจำเป็นก็ไม่ต่างกับต้องกลายเป็นถังขยะอีกต่อหนึ่ง
นายฌากส์ ไบเลต์ ประธานสมาพันธ์ธนาคารอาหารของฝรั่งเศสหรือเอฟเอฟบีเอ บอกว่าปัจจุบันของบริจาคราว 35% ที่เอฟเอฟบีเอได้รับก็มาจากซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้ว ซึ่งเขารู้สึกชื่นชมบริษัทต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ถ้าเอฟเอฟบีเอต้องจัดหาทรัพยากรเพิ่มเพื่อรับมือกับอาหารบริจาคที่เพิ่มมากขึ้นก็จะต้องการเงินมากขึ้นไปด้วย
ด้านผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตเองรู้สึกผิดหวังที่ถูกมองว่าเป็นต้นตอของอาหารเหลือทิ้ง ทั้งที่ตัวเลขจากกระทรวงนิเวศวิทยาชี้ว่าอาหารที่เหลือทิ้งนั้นราว 67% มาจากผู้บริโภคเอง 15% มาจากบรรดาร้านอาหาร และ มีเพียง 11% ที่มาจากผู้จัดจำหน่าย
นายฌากส์ ครีสเซล จากสมาพันธ์การค้าและธุรกิจค้าปลีกบอกว่าการกล่าวหาว่าซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ เป็นต้นเหตุของอาหารเหลือทิ้งก็ไม่น่าจะถูกเพราะที่จริงแล้วมีขยะประเภทอาหารคิดเป็น 5% ของปริมาณขยะในฝรั่งเศสเท่านั้น ผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วยซ้ำเพราะห้างร้านกว่า 4,500 แห่งได้เซ็นสัญญากับหน่วยงานต่าง ๆ ไปแล้ว
นายโธมัส โพเช ผู้จัดการไฮเปอร์มาร์เก็ตเลอแคลร์ในย่านท็องพลูฟใกล้เมืองลีลบอกว่า ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตต้องบริจารอาหารเหลือจากการขายก็จะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย อย่างแรกคืออาหารบางอย่างก็บริจาคไม่ได้เพราะนำไปบริโภคไม่ได้ อย่างที่สองคือซูเปอร์มาร์เก็ตที่เล็กกว่าอาจไม่มีพนักงานมากพอเพื่อรับมือกับงานเอกสารต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น เขาบอกว่ากฎหมายใหม่นี้เป็นเพียงช่องทางที่ทำให้พวกนักการเมืองดูดีขึ้นในสายตาประชาชน ผู้ประกอบการควรเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรด้วยวิธีของตัวเอง
แต่ล่าสุด นายเดรามบาร์ช มีความตั้งใจมากไปกว่านั้น เขาได้เริ่มจัดทำคำร้องออนไลน์ โดยต้องการล่ารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยให้ได้ 1 ล้านชื่อจาก 7 ประเทศ เพื่อร้องขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการอาหารเหลือทิ้งของซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรป ขณะนี้คำร้องนี้ได้รายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 630,000 ชื่อแล้ว เมื่อได้ครบ 1 ล้านชื่อคณะกรรมาธิการยุโรปต้องพิจารณาคำร้องดังกล่าว แต่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะไม่ดำเนินการใด ๆ
