"วรเจตน์"เคยดักทางอำนาจพิเศษไว้ "ใบตองแห้ง"ยกย่อง"ผู้เป็นเสาหลักทางวิชาการของขบวนประชาธิปไตย"

************************************

เมื่อย้อนกลับไปดูที่ อาจารย์(ศ.ดร.)วรเจตน์ ภาคีรัตน์อภิปรายที่ ม.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2558 อาจารย์วรเจตน์อภิปรายไว้แล้วว่าจะมีอำนาจพิเศษเกิดขึ้น โดยจะนำมาใช้ด้วยการอ้างว่าเอาไว้ใช้ในยามวิกฤติ

ซึ่งในตอนแรกของการร่างรัฐธรรมนูญ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังไม่เปิดเผย แต่มายัดคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯในบทเฉพาะกาล เผยไต๋ความลับในช่วงโค้งสุดท้าย

สำหรับเนื้อหาที่ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ วางโครงสร้างอำนาจ 3 ระดับ มีดังนี้

1.ระดับล่างสุด คือ อำนาจที่มาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นอำนาจที่มีอยู่น้อยที่สุด ส่งผลให้รัฐบาลไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนัก

2.ระดับที่สอง คือ อำนาจขององค์กรอิสระและองค์กรตุลาการที่จะคุมฝ่ายการเมือง ซึ่งมีโอกาสที่ก้าวล่วงเข้ามาคุมนโยบายและความเหมาะสมในการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการขี่อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะจริงๆ แล้วควรเป็นประชาชนที่คุมการทำงานของฝ่ายการเมือง

3.ระดับที่สาม คือ อำนาจระดับบนสุดที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะอำนาจนี้จะมีการระบุไว้ในบทเฉพาะกาล หรือไม่ก็เป็นอำนาจที่ใช้ในยามวิกฤตซึ่งเปิดทางให้กลไกกุมอำนาจในความเป็นจริง แปลงร่างเป็นองค์กรในระดับรัฐธรรมนูญเพื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไป

*******************************************

ด้าน "อธึกกิต แสวงสุข" คอลัมนิสต์นามปากกา"ใบตองแห้ง" โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว กรณีวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์วรเจตน์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยใบตองแห้ง ยกย่อง อ.วรเจตน์ คือ "ผู้เป็นเสาหลักทางวิชาการของขบวนประชาธิปไตย"

ใบตองแห้งอธิบายต่อว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ประชาธิปไตยคู่กับนิติรัฐ ระบอบการปกครองด้วยกฎหมาย ที่ต้องใช้อย่างเสมอภาค ยุติธรรม นั่นแหละทำให้ อ.วรเจตน์เป็นเสาหลัก เป็นที่รักของมวลชนประชาธิปไตยอย่างมากมาย

ตลอดวิกฤติ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมรู้จักคนเยอะแยะที่เป็น “คนดี” หรือบอกว่าตัวเองเป็น “คนดี” แต่ไม่มีใครเป็น “คนดี” และ “คนกล้า” เท่า อ.วรเจตน์ นี่ไม่ใช่มองแยกสี เพราะ “คนดี” ที่อยู่ฝ่ายเสื้อเหลืองหรืออำมาตย์ก็มี แต่ถ้าจำกัดความคำว่า “คนดี” ในนิยามของทุกข้าง ก็อ.วรเจตน์นี่แหละเป็นที่สุด

จะเอาเรื่องไหนล่ะ ความสัตย์ซื่อ สมถะ ไม่มุ่งหวังตำแหน่งลาภยศ ความรับผิดชอบต่อครอบครัว รักลูกเมียรักแม่ดูแลแม่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไปถามดู นักศึกษาที่เคยเรียนกับ อ.วรเจตน์ ไม่ว่าสีไหน รู้ดีถึงความทุ่มเทเอาใจใส่ (เด็กนิติ มธ.จะรู้ว่าเรียนกับวรเจตน์ยากและท้าทายที่สุด คนเรียนต้องอยากได้ความรู้จริงไม่ใช่แค่อยากได้เกรด) ความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งแม้แต่คนฝ่ายตรงข้ามก็จำต้องยอมรับ (และหวาดกลัว) กระทั่งความแตกฉานในพุทธปรัชญา (ลองไปอ่านที่วิจักขณ์ พานิช เคยสัมภาษณ์)

คือในเรื่องวัตรปฏิบัติ การดำรงชีวิตส่วนตัว ศีลธรรมจรรยา ที่พวกเสื้อเหลืองนกหวีดชอบอ้างนักหนา เอาเข้าจริง อ.วรเจตน์ก็กินขาด “คนดี” พวกนั้นส่วนมากมียศถาบรรดาศักดิ์ แล้วค่อยเอ่ยปากอ้างความดี พวกที่เป็นนักวิชาการแล้วไม่ต้องการลาภยศ ตำแหน่ง มีไม่กี่คนหรอก (บางคนนั่งทับหลายเก้าอี้ด้วยซ้ำ) แล้วเคยลองถามลูกศิษย์ไหม ว่าสอนหนังสือเป็นไง ตั้งใจ เอาใจใส่ หรือมัวแต่ไปสร้างภาพ รับทรัพย์ทำวิจัย เล่นการเมืองในสำนักงาน เล่นการเมืองในมหาวิทยาลัย วางตัวกับคนใกล้ชิดหรือคนที่มีศักดิ์ฐานะต่ำกว่าอย่างไ

ใบตองแห้ง โพสต์ต่ออย่างถึงพริกถึงขิงว่า อันที่จริงพวกที่อยู่ตรงข้ามแล้วรู้จัก อ.วรเจตน์ ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่จะบอกว่า อ.วรเจตน์ “ไม่รู้จักแยกแยะชั่วดี” ไปแก้ต่างให้ทักษิณทำไม ทักษิณมันเลว รัฐประหารเป็นคนดี ฯลฯ เพราะพวกนี้สถาปนาตัวเป็น “คนดี” ต้องเอาชนะ “คนชั่ว” โดยไม่เลือกวิธีการ แล้วบ้านเมืองจะวัฒนาสถาพร ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่สุดคือจะต้องยึดหลักประชาธิปไตยและ “นิติรัฐ” สำคัญกว่าตัวบุคคล

ท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้ก็หลุดไปจาก “ความดี” เพราะโมหะบดบัง บอกว่าตัวเองสัตย์ซื่อไม่โกงไม่กินแต่ทำทุกอย่างเพื่อโกงอำนาจ ลืมตาข้างหลับตาข้าง ยอมรับการเข่นฆ่า การใช้ปืนจี้กดขี่บีฑา และความอยุติธรรม

"ในวิกฤติที่ยาวนาน คนดีคนเลวก็มีทุกข้างนั่นแหละครับ แต่คนดีคนกล้าเหนือใครคือคนที่ไม่ได้ทำเพื่อเอาชนะ หากยืนหยัดต่อสู้ถึงที่สุดเพื่อหลักการ (ซึ่งไม่ว่าผู้มีอำนาจข้างไหนชนะ ก็ไม่ชอบคำนี้หรอก อ.วรเจตน์ก็วิจารณ์รัฐบาลทักษิณด้วยหลักการเดียวกันมาแล้ว) มองย้อนหลังไป ผมไม่คิดว่า อ.วรเจตน์อยากเป็นอะไรมากไปกว่าอาจารย์นิติศาสตร์คนหนึ่ง ที่สอนกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แต่เพราะวิกฤติบิดเบือนเอาชนะกันอย่างไม่ตรงไปตรงมา บีบให้ อ.วรเจตน์นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องปกป้องหลักการ โดยไม่สนใจว่ายึดหลักการแล้วใครได้ประโยชน์ ทั้งที่รู้ว่าเป็นภัยต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ นี่ต่างหากคือความดีความกล้าที่แท้จริง ซึ่งหาได้ยากยิ่งในสังคมไทย"ใบตองแห้ง อธิบายอย่างเห็นภาพ


 
Top