ระเบิดราชประสงค์: ตัวเลขคนตายเพิ่มเป็น 22 คน รัฐบาลยืนยันไทยรับมือได้ อีกด้านสื่อหลายสำนักอ้างเจ้าหน้าที่ได้ภาพผู้ต้องสงสัยเป็นชาวต่างชาติ แต่ขณะที่ตำรวจไม่ฟันธง รัฐมนตรีต่างประเทศไม่ให้น้ำหนักเรื่องอุยกูร์อาจเป็นสาเหตุ
เจ้าหน้าที่สานต่องานสืบสวนสอบสวนในวันที่สองหลังเหตุระเบิดราชประสงค์ มีการตรวจสอบเก็บหลักฐานในพื้นที่อีกครั้งตั้งแต่เช้าตรู่วันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงย้ำกับผู้สื่อข่าวอีกครั้งว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแสวงเครื่องและทำงานสมบูรณ์แบบคือทำลายทั้งหมดส่งผลให้การเก็บหลักฐานทำได้ยาก และผู้ก่อเหตุลงมือเพื่อหวังสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตคน
พล.ต.อ.สมยศระบุว่า จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปว่าสาเหตุของการลงมือมาจากเรื่องใดและไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้งไป เพราะอาจจะทำให้แนวทางการสืบสวนเสียหายได้ ต้องรอการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียด ส่วนพ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการเก็บกู้วัตถุระเบิดเปิดเผยว่า การวางระเบิดหนนี้ผู้ลงมือใช้วิธีจุดชนวนตั้งเวลาล่วงหน้า และมีความชำนาญในการต่อวงจร ลักษณะของระเบิดเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ
ก่อนหน้านี้พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร ผู้บัญชาการทหารบกและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ลักษณะของการลงมือดูในเบื้องต้นไม่สอดคล้องกับการก่อเหตุของกลุ่มในภาคใต้
ส่วนโฆษกตำรวจรายงานว่า ล่าสุดตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 22 คนส่วนคนเจ็บอยู่ที่ 123 คน lส่วนศูนย์เอราวัณรายงานว่าคนตายมีจำนวน 20 คน รายงานหลายแหล่งระบุตรงกันว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวจีน นสพ.ฮ่องกง Hongkong FT รายงานว่า ในกลุ่มผู้เสียชีวิตมีชาวฮ่องกงรวมอยู่ด้วย 2 คน และอีก 6 คนบาดเจ็บ และฮ่องกงเตรียมส่งจนท.เดินทางมาประเทศไทยเพื่อให้ความช่วยเหลือเหยื่อระเบิด ฮ่องกงเตือนคนของตนที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯให้อยู่ในที่ปลอดภัย สื่อต่างประเทศหลายรายรายงานว่าการลงมือหนนี้กระทบกระเทือนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างหนักเนื่องจากเกิดในสถานที่ท่องเที่ยวและมีชาวต่างชาติตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก
ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวกับผู้สื่อข่าวเตือนไม่ให้ด่วนสรุปสาเหตุ และยังไม่ตัดประเด็นใดๆทั้งสิ้น ผู้สื่อข่าวนสพ.บางกอกโพสต์ วาสนา นาน่วมรายงานว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศบอกว่าได้ชี้แจงกับต่างประเทศทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเนื่องจากการรายงานข่าวสับสน รวมทั้งเรื่องที่สื่อต่างชาติรายงานเชิงวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับปัญหาการส่งตัวอุยกูร์กลับให้จีน “สื่อไทยจะต้องช่วยกันปกป้องประเทศ ให้ข้อมูลที่แท้จริง” พล.อ.ธนะศักดิ์ยืนยันว่าการชี้แจงเป็นการชี้แจงที่ทำผ่านเอกสารไม่จำเป็นต้องประชุม และว่ารัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีการประกาศกฎอัยการศึก ดูแลผู้ได้รับผลกระทบได้ สิ่งสำคัญที่พยายามจะทำในเวลานี้คือการเฝ้าระวังโดยขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยเหลือ ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากการที่ได้ตั้งศูนย์เฝ้าติดตามสถานการณ์
ต่อมาไทยพีบีเอสรายงานว่าพล.ต.อ.สมยศยืนยันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการส่งตัวอุยกูร์
ทางด้านเดลินิวส์และนสพ.เครือเนชั่น เช่นกรุงเทพธุรกิจเสนอข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่กำลังตามหาตัวบุคคลที่ตรวจสอบว่ามีพฤติกรรมน่าสงสัยจากภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด โดยบุคคลดังกล่าวมีลักษณะเป็นชาวต่างชาติผิวขาวคล้ายผู้มีเชื้อสายจากตะวันออกกลาง รูปร่างท้วมสวมแว่นตา นั่งรถสามล้อเข้าจอดที่หน้าโรงแรมไฮแอทเอราวัณที่อยู่ข้างศาลพระพรหมหลังจากนั้นได้ถือกระเป๋าขนาดใหญ่ดูมีน้ำหนักมาก เข้าไปนั่งในเก้าอี้ด้านในติดรั้วศาลพระพรหม วางกระเป๋าไว้ใต้เก้าอี้แล้วออกไปจากสถานที่โดยไม่นำกระเป๋าไปด้วย ต่อมาหลังจากนั้นได้เกิดเสียงระเบิดขึ้น
ทางด้านอื่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย เช่นกระทรวงสาธารณสุข ด้านกรุงเทพมหานครประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเช้านี้เพื่อหามาตรการรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯ ในตลาดหุ้น ในช่วงหนึ่งหุ้นตกลงไปถึง 37 จุด แต่ต่อมาก็ดีดตัวกลับ ขณะที่อีกด้านค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อยู่ที่ 35.5 บาทต่อดอลลาร์
