50 ปี การก่อตั้งสิงคโปร์ เกาะเล็กๆแห่งนี้จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้หรือไม่ ?
ถึงแม้เวลาเพียง 50 ปี จะนับว่าไม่นานสำหรับประวัติศาสตร์ของความเป็นชาติ แต่ชาวสิงคโปร์จำนวนมากต่างพากันรอเฉลิมฉลองวาระครบรอบปีทองการก่อตั้งประเทศ ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมนี้อย่างใจจดใจจ่อ โดยในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ก้าวไปไกลจากเมืองท่าที่มาเลเซียขับไล่ออกจากสหพันธรัฐและทำท่าว่าจะไปไม่รอด มาสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้ำหน้า โดยประชากรสิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 9 ต่อปี จนมาอยู่ที่ราว 56,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อคนต่อปีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติที่มีดินแดนกว้างขวางกว่าและทรัพยากรมากกว่า แต่ต้องประสบกับความผันผวนบ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เดินมาครบรอบ 50 ปีของสิงคโปร์นี้ ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป และชวนให้เกิดคำถามว่า สิงคโปร์จะสามารถรักษาความสำเร็จที่ผ่านมาไว้ได้อย่างยั่งยืนตลอดไปหรือไม่ โดยฉายา “จุดสีแดงเล็กๆ” (The Little Red Dot) ของสิงคโปร์นั้น แสดงถึงการที่ประเทศขนาดเล็กสามารถก้าวขึ้นมาโดดเด่นเทียบเทียมมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ด้วยการทำงานหนัก แต่อย่างไรก็ตาม ระบอบการปกครองด้วยเผด็จการนั้น ไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการบุกเบิกทางธุรกิจใหม่ๆ
ปีเตอร์ ธาล ลาร์เซน คอลัมนิสต์ของสำนักข่าวรอยเตอร์สแสดงความเห็นว่า สิงคโปร์อาจไม่สามารถรักษาแนวนโยบายเปิดรับเงินทุนและแรงงานต่างชาติเอาไว้ต่อไปได้ ในภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในโลกยุคโลกาภิวัตน์กำลังถดถอย นอกจากนี้ ประชากรสิงคโปร์ส่วนใหญ่ชราลง และหากไม่สามารถเพิ่มประชากรได้ ก็จะต้องพบกับภาวะวิกฤตจำนวนคนวัยทำงานลดต่ำภายในปี 2020 โดยนโยบายการนำเข้าแรงงานต่างชาติที่ดำเนินมาแต่เดิม ก็อาจไม่สามารถใช้ต่อไปได้ เนื่องจากความไม่พอใจของคนสิงคโปร์เองในเรื่องความแออัดและการแย่งตำแหน่งงาน ทำให้รัฐบาลจำต้องจำกัดการเปิดรับแรงงานต่างชาติ นอกจากนี้ ปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูง ในภาวะที่ยังมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนและคนต่างวัยอยู่มาก ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของสังคมสิงคโปร์
ในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว สิงคโปร์ยังมีปัญหาในเรื่องการสร้างธุรกิจที่เป็นของเอกชนในท้องถิ่นเองและกระจายความมั่งคั่งอย่างหลากหลาย เนื่องจากปัจจุบันตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักยังคงเป็นบริษัทข้ามชาติและกิจการในควบคุมของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนเทมาเส็กที่ลงทุนในกิจการขนาดใหญ่จำนวนมากของประเทศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ สิงคโปร์มาเผชิญเอาในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สำคัญและมีความไม่แน่นอนสูง หลังมรณกรรมของนายลี กวน ยู เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านไปยังยุคของการเมืองคนรุ่นใหม่ ซึ่งนายลี เซียน ลุง บุตรชายของนายลี กวน ยู พยายามยึดกุมอำนาจการปกครองสิงคโปร์ด้วยพรรคพีเอพีที่เป็นรัฐบาลต่อไป แต่ก็จะต้องพบกับการต่อต้านจากคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่หาความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย

 
Top