
นักเศรษฐศาสตร์ชี้แก้คอร์รัปชั่นด้วยประชาธิปไตยดีกว่ารัฐประหาร
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุประชาธิปไตยเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบคอรัปชั่น ชี้รัฐประหารไม่เคยแก้ปัญหาคอรัปชั่นได้ แต่พาประเทศกลับสู่ระบบปิดและทำให้การแก้ไขปัญหานี้ยากขึ้นไปอีก
ในการปาฐกถาหัวข้อ “จะสู้กับคอร์รัปชั่นอย่างไรดี” ในงานปาฐกถา 100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ของคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ ศ.ดร.ผาสุกยกตัวอย่างการคอรัปชั่นขนาดใหญ่สามกรณีที่มีบุคคลหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง ได้แก่ การโกงภาษีมูลค่าเพิ่มที่สร้างความเสียหายให้รัฐ 4,300 ล้านบาท กรณีโจรปล้นบ้านข้าราชการระดับสูงและพบเงินสดหลายร้อยล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว และการจัดซื้อและติดตั้งเครื่องตรวจจับระเบิด CTX9000 ซึ่งชี้ให้เห็นการสมยอมกันระหว่างผู้ให้และรับ ข้าราชการที่เกี่ยวข้องที่มีการศึกษาสูง มีความสามารถและปรับตัวรับการคอรัปชั่นผ่านการอุ้มชูของผู้ใหญ่ในกระทรวงและบุคคลระดับรัฐมนตรี
ศ.ดร.ผาสุก กล่าวว่าการที่กรณีดังกล่าวถูกเปิดโปงโดยคนภายนอกนั้น แสดงให้เห็นความอ่อนแอของกลไกราชการ และหน่วยงานตรวจสอบอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในเวลาเดียวกันกลับแสดงให้เห็นถึงอานุภาพของภาคประชาชนในการให้เบาะแส และบทบาทของสื่อมวลชนซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญของภาคประชาสังคม ซึ่งก็ขึ้นกับระบอบการปกครองว่าจะเปิดกว้างให้ภาคประชาชนร่วมต่อสู้กับคอรัปชั่นเพียงใด
ศ.ดร.ผาสุกกล่าวว่า ในมุมของเศรษฐศาสตร์การเมืองเห็นว่าระบบการเมืองแบบเปิดตามแนวทางรัฐสภาประชาธิปไตยนั้น เอื้อต่อการต่อสู้กับการคอรัปชั่นมากกว่าระบอบปิดโดยการรัฐประหาร แต่ที่ระบอบเปิดไม่สามารถลงหลักปักฐานได้เพราะถูกแทรกแซงจากระบอบปิดโดยตลอด
สำหรับสังคมที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างไทย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าคอรัปชั่นมักเกิดขึ้นมากในระยะแรก เพราะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มใหม่ๆ เข้าสู่อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้น มีการติดสินบนเพื่อก้าวข้ามระเบียบกฎเกณฑ์เก่าที่ล้าสมัย อย่างไรก็ดี เมื่อหลักนิติธรรมและคุณค่าของงานเข้าทดแทนระบบพวกพ้องและระบบอุปถัมภ์ สถานการณ์จะคงที่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาและอาศัยความต่อเนื่องของการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี การเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นแก้ได้ยาก เพราะยังโยงกับขบวนการสะสมทุน ทั้งกลุ่มอำนาจใหม่และเก่า ในเวลาเดียวกันผู้คนยังสับสนกับค่านิยมใหม่และเก่าที่ทับซ้อนกันอยู่
ศ.ดร. ผาสุกเสนอว่าการต่อต้านคอรัปชั่นต้องอาศัยยุทธศาสตร์และมาตรการสามระดับ คือ หนึ่งระดับปฏิบัติเฉพาะจุดในหน่วยราชการที่เป็นปัญหามาก สถาบันต้องมีมาตรการป้องกันและตรวจสอบภายในที่ได้ผล เมื่อพบหลักฐานต้องมีการลงโทษทันที และระดับหน่วยงานที่มีคอรัปชั่นสะสม อาจจะต้องสะสางด้วยการนิรโทษกรรม เปิดโอกาสให้รายงานตัวภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ทำและถูกตรวจสอบพบว่าคอรัปชั่นก็จะถูกลงโทษสถานหนัก สองในระดับประชาสังคม และสามในระดับการเมือง
“ในระดับการเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นโครงสร้างใหญ่ที่เป็นปัจจัยที่ยั่งยืนในระยะยาว ประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพในการต่อต้านคอรัปชั่น เพราะหลายครั้งแล้วที่มีการทำรัฐประหารเพื่อแก้คอรัปชั่น แต่ไม่เคยทำได้ และมักปรับแปลงสถาบันต่างๆ ให้หวนกลับสู่ระบบปิด เอื้อต่อการคอรัปชั่นแบบเดิม ทำให้การแก้คอรัปชั่นยากขึ้นไปอีก” ดร. ผาสุกกล่าว