70 ปี วันสันติภาพไทย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ชี้ สันติวิธีเป็นอาวุธในการจัดการความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพกว่าความรุนแรง
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธี จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นปาฐกถาหัวข้อ “พื้นที่สันติ หนทางสังคมไทย” ในโอกาสวันสันติภาพไทยที่จะครบรอบ 70 ปี ในวันพรุ่งนี้ (16 ส.ค.) ว่า ในวาระ 70 ปีวันสันติภาพไทย คำถามที่สำคัญคือ พื้นที่สันติวิธีอยู่ที่ไหน ในภาวะที่ความขัดแย้งมีอยู่ทั่วโลก และพื้นที่สันติวิธีสัมพันธ์กับสังคมไทยอย่างไร ซึ่งเขาชี้ว่าพื้นที่สันติวิธี อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งนั่นเอง
แต่สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ เมื่อถามว่าพื้นที่สันติวิธีทำงานอย่างไร เขาชี้ว่าความรู้ด้านสันติวิธีมีที่ทางในสังคมไทยเพราะฝ่ายต่างๆ รับรู้ว่ามีปัญหาความขัดแย้งคุกรุ่นในสังคมไทยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน ชาติพันธุ์ เป็นต้น
โดยตัวเขาเองนั้นเชื่อว่า สันติวิธีน่าจะเป็นหลักการที่ดำรงอยู่กับผู้คนที่จงใจจะไม่ใช้ความรุนแรงกับฝ่ายตรงข้ามของตนไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือจิตใจ อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงเกี่ยวกับสันติวิธีก็คือการเลือกว่าสันติวิธีเป็นเป้าหมายหรือวิธีการ แต่ตัวเขาเองเห็นว่า สันติวิธีในฐานะที่เป็นวิธีการก็จะส่งผลต่อเป้าหมาย
“เช่น ถ้าตัดสินใจจะไม่ใช้การสงคราม ก็ไม่ต้องมีกองทัพ ไม่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณทหาร และมีทรัพยากรเหลือไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เช่นสาธารณสุข และการศึกษา เรื่องนี้ฟังดูอาจจะเพ้อฝันแต่ผมคิดว่าไม่ เพราะมีกว่า 20 ประเทศในโลกนี้ที่ไม่มีกองทัพ เช่น คอสตาริกา แคนาดา” ชัยวัฒน์กล่าวและอธิบายต่อไปว่า เขาเองนั้นเชื่อในสันติวิธีในความหมายอย่างกว้าง คือการไม่พยายามใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ฆ่าฟันทำร้ายกัน โดยสันติวิธีไม่จำเป็นต้องเป็นของประชาชนที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐหรืออำนาจนำเท่านั้น สันติวิธีในสังคมไทยก็หลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ มีรูปแบบกว้างขวางทั้งการเจรจาต่อรอง การประท้วงขัดขืน
เขายกตัวอย่างหลายกรณีในภาคใต้ ว่าแม้แต่ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงมีการฆ่าฟันผู้คน แต่กลับพบว่ามีพื้นที่สันติวิธีซุกซ่อนอยู่ เช่น โครงการสันติอาสาสักขีพยานในภาคใต้ ซึ่งเข้าไปเป็นตัวกลางในการเจรจาในเหตุความขัดแย้งที่มีการเผชิญหน้า ซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องความไว้ใจและข้อเท็จจริง ผู้ทำหน้าที่สันติอาสาสักขีพยานจะเข้าไปทำหน้าที่ประสานความเข้าใจระหว่างคู่กรณี เพื่อลดโอกาสที่ความขัดแย้งจะกลายเป็นความรุนแรง
เมื่อหันมามองรัฐไทย เขาพบว่ามีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 187/2546 เป็นนวัตกรรมการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ด้านสันติวิธีซึ่งได้กำหนดนโยบายการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้เสนอ โดยมีหลักการ 3 ข้อคือ บรรทัดฐานการจัดการความขัดแย้งต้องยึดมั่นสันติวิธี โดยต้องเริ่มที่รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐก่อน ข้อที่สองคือทัศนคติที่จะรองรับสันติวิธี คือการลดอคติและไม่เกลียดชังต่อคนที่แตกต่าง ไม่เห็นประชาชนเป็นศัตรูแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และข้อสาม ถือว่าความหลากหลายทางความเห็นและความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นฐานพลังของสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตามมาด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีนั้น ก็ถูกยกเลิกไปโดยคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันที่ 10 ต.ค. 2551
เขาชี้ว่า สันติวิธีวิธีในฐานะที่เป็นอาวุธนั้นมีประสิทธิภาพในการแยกแยะเลือกเฟ้นเป้าหมายได้ชัดเจนกว่า อยู่ในฐานะที่จะจัดการความขัดแย้งได้มากกว่าความรุนแรงซึ่งลดทุกอย่างลง แต่สันติวิธีแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร สันติวิธีอยู่ในฐานะอาวุธที่จะจัดการกับโลกและความรุนแรงอย่างสมจริง เพราะความรุนแรงนั้นไม่สมจริง ลดทอนความหลากหลายให้เหลือมิติเดียวเพื่อประหัตประหาร
ในวาระครบรอบ 70 ปีวันสันติภาพไทย นักวิชาการด้านสันติวิธีชี้ว่า การที่นายปรีดี พนมยงค์ ประกาศสันติภาพในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์ ซึ่งไม่เพียงแค่สิ่งที่นายปรีดีประกาศและส่งผลให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม หากแต่มีเงื่อนไขประกอบเช่น ขบวนการเสรีไทย การที่เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันไม่ยอมประกาศสงครามกับอเมริกา และรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามก็ไม่ให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นด้วยวิธีการต่างๆ มีการต่อสู้ด้วยสันติวิธีโดยรัฐและประชาชนเอง ทำให้การประกาศสันติภาพมีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยให้ไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ซึ่งปัจจัยต่างๆ ในอดีตนั้นสอดคล้องไปกับกระบวนการสันติวิธีที่ดำรงอยู่ให้เห็นในหลายกรณีในสังคมไทย โดยเฉพาะในกรณีการจัดการความขัดแย้งในภาคใต้ที่เขาได้ยกตัวอย่างไป
ทั้งนี้ วันสันติภาพไทย ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2488 ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศสันติภาพในนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย เพราะฝ่าฝืนขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง
ผลของการประกาศดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามและหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

 
Top