0
คดีไม่มีมูล ศาลพิพากษายกฟ้อง กรณีเหมืองทองฟ้องรายการนักข่าวพลเมือง TPBS

Posted: 16 Nov 2016 12:08 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ศาลอาญา พิพากษายกฟ้องคดีเหมืองทองทุ่งคำ ฟ้องหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมฯ รายการนักข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ชี้คดีไม่มีมูล จำเลยนำเสนอผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามข้อเท็จจริง ติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่เกินขอบเขตวิสัยที่ประชาชนพึงกระทำได้


16 พ.ย. 2559 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดีที่ 812 ศาลได้นัดฟังคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ ในคดีหมายเลขดำที่ อ.3756/2558 ซึ่งบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ผู้ประกอบการเหมืองแร่ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องไทยพีบีเอสและบุคลากรของไทยพีบีเอสในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและโทรทัศน์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 พร้อมความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 และ 16 เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2558

จำเลยในคดีดังกล่าวมีทั้งหมด 5 ราย ประกอบด้วย วิรดา แซ่ลิ่ม ผู้ดำเนินรายการช่วงข่าวพลเมือง, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.), สมชัย สุวรรณบรรณ อดีต ผอ.ส.ส.ท., ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าว, โยธิน สิทธิบดีกุล ผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์และวิทยุ เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ

โดยคดีดังกล่าวเป็นคดีที่สืบเนื่องจากการออกอากาศรายการนักข่าวพลเมือง ตอนค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ โดยออกอกาศเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2558 ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับการออกค่ายเยาวชนฮักบ้านเกิดเจ้าของ ตอน นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว ระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค. 2558 ที่วัดโนนสว่าง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จัดโดยเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

โดย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด อ้างว่า การรายงานข่าวดังกล่าวเป็นไปในลักษะหมิ่นประมาท ใส่ความบริษัทฯ ว่า “ลำน้ำฮวยได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ โดยลำน้ำฮวยมีสารปนเปื้อน ทำให้ใช้ดื่มใช้กินไม่ได้” โดยระบุว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ เพราะเหมืองแร่ดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีสารปนเปื้อนและลำน้ำฮวย ไม่ได้ไหลผ่านเหมืองแร่


รายการนักข่าวพลเมือง ค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ ออกอากาศวันที่ 1 ก.ย. 2558 ทางสถานนีโทรทัศน์ TPBS

สำหรับประเด็นที่ศาลพิพากษาวินิจฉัยในวันนี้ ศาลได้วิเคราะห์ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า หน่วยราชการได้ตรวจพบว่าพนังบ่อกักเก็บกากแร่ทำให้สสารต่างๆในบ่อไหลลงสู่บ่อน้ำธรรมชาติ แม้จะไม่ได้อยู่บริเวณเดียวกัน แต่มีการตรวจพบสารไซยาไนด์ สารหนู และสารแมงกานีส เกินค่ามาตรฐานในบ่อน้ำธรรมชาติ จนถูก กพร.สั่งหยุดประกอบกิจการให้แก้ไขปรับปรุง แม้ต่อมาจะเปิดดำเนินกิจการต่อได้ แต่ก็มีการตรวจสอบข้อมูลการปนเปื้อนทุก 3 เดือน นอกจากนี้ศาลระบุถึง ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย ระบุเรื่องการปนเปื้อนไซยาไนต์ แมงกานีส แคดเมียม ในธรรมชาติและลำน้ำที่ชุมชนใช้อุปโภคบริโภค เกินมาตรฐาน และระบุถึง ข้อมูลของสาธารณสุขจังหวัดเลย ที่มีการเตือนไม่ให้บริโภคหอยขมในลำน้ำ

ในประเด็นข้อกฎหมายศาลได้วินิจฉัยว่า เรื่องปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ฉะนั้นการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเผยแพร่รายการนักข่าวพลเมือง ตอนค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ และในฐานะผู้สื่อข่าวได้มีการนำเสนอข่าวไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นเอง และเป็นการนำเสนอที่มีประโยชน์ต่อสาธารณชน ประชาชนมีสิทธิที่จะติชมวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้

ศาลจึงได้ชี้ว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูล และพิพากษายกฟ้องฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและโทรทัศน์ และยกฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 16 ด้วย

รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความอาวุโส สภาทนายความ และเป็นทนายความในคดีดังกล่าวได้ระบุต่อไปว่า ในกรณีที่เกี่ยวข้องกันนี้ ยังมีนักข่าวพลเมือง ซึ่งเป็นเยาวชนในพื้นที่ยังคงมีคดีอยู่ที่ สน.มีนบุรี จึงอยากฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ต้องกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมกับประชาชนด้วย

“ไม่ใช่ว่าเขามาแจ้งความแล้วรับเสียอย่างเดียว และออกหมายเรียกเยาวชนจากจังหวัดเลย ให้มาเป็นผู้ต้องหมายของ สน.มีนบุรี เรื่องนี้จะต้องใช้วิจารณญาณในการสอบสวนใหม่ มิฉะนั้นมันจะกลายเป็นการกลั่นแกล้งให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จากการมีคดีความ การที่ประชาชนเขาออกปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ อย่ายอมให้ใครเอากฎหมายมาใช้ในทางที่ผิด” รัษฏา กล่าว

ทั้งนี้ได้มีเครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ เดินทางมาให้กำลังใจกับพนักงาน และผู้บริหารของไทยพีบีเอสในวันนี้ด้วย




แสดงความคิดเห็น

 
Top