0
สื่ออังกฤษเตือนอเมริกันชนว่าไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีก็อย่าหลงลืมพลังในตัวเอง

Posted: 09 Nov 2016 08:58 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

บทความของนักประวัติศาสตร์และ บก.นิตยสารเผยแพร่ในเดอะการ์เดียน ระบุว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาก็ตาม อย่าหลงลืมว่าพวกเขาก็มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงในประเด็นต่างๆ ของสังคม โดยที่จะหวังพึ่งพาคนๆ เดียวไม่ได้

ภาพประกอบจาก Boston Pops Fireworks Spectacular ในปี 2009 (ที่มาของภาพประกอบ: U.S. Navy photo/Wikipedia)

ถึงแม้ว่าในตอนนี้ผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นที่แน่นอนแล้วว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะจากการได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งเกินครึ่ง แต่ในช่วงก่อนเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 พ.ย.) บทความโดยรีเบคกา โซลนิต นักเขียน นักประวัติศาสตร์ และนักกิจกรรม บรรณาธิการร่วมของนิตยสารฮาร์เปอร์ก็ระบุว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งจงอย่าลืมว่าพลังประชาชนของพวกคุณไม่ได้หยุดอยู่ที่การเลือกผู้คนคนสองคน

โซลนิตระบุว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นแค่หนึ่งในการหาชายหรือหญิงที่เข้ากับเรื่องเล่าประวัติศาสตร์กระแสหลักในยุคนั้นๆ แล้วก็ทำให้ประชาชนทั่วไปลืมไปว่าพวกเขาเองก็มีพลังอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพลังระดับรากหญ้า การมีส่วนร่วมประชาธิปไตยทางตรง และภาคประชาสังคม แล้วทำให้พวกเราฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่คนๆ เดียวแล้วไม่รับผิดชอบในเรื่องอื่นๆ

โซลนิตมองว่าการหาเสียงเลือกตั้งสหรัฐฯ ในครั้งนี้ดูจะเน้นที่ตัวบุคคลแล้วสื่อก็ทำให้มันเหมือนกับเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้มุมมองอะไรคับแคบเกินไป แน่นอนว่าเรื่องที่ใครจะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีก้มีความสำคัญอยู่เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ก็อาจจะทำอะไรแย่ๆ ได้ กระนั้นก็ตามต่อให้คลินตันชนะก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถถอนหายใจโล่งอกได้

"ในทุกๆ ฤดูกาลการเลือกตั้งพวกเราแสร้งทำเหมือนว่าคนๆ เดียว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะมีอำนาจทั้งหมดทั้งมวลและทำตามที่พวกเขาสัญญาไว้ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไรก็ตาม" โซลนิตระบุในบทความ

"พวกเราลืมอิทธิพลของตัวเองที่มีต่อสังคม นับครั้งไม่ถ้วนที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้เช่นในกรณีที่ทำให้มีการยับยั้งท่อส่งน้ำมันคียสโตนเอ็กซ์แอลได้สำเร็จ พวกเราหลงลืมไปว่าวัฒนธรรมและการดำเนินกิจกรรมของพวกเราช่วยสร้างบรรทัดฐานทางสังคมให้กับการตัดสินใจทางการเมืองในประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิ์ในการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน" โซลนิตระบุในบทความ

บทความของโซลนิตระบุต่อไปว่าฤดูกาลเลือกตั้งจะลดเลือนความทรงจำของการเคลื่อนไหวที่มีการทำงานกันมาเป็นเวลาหลายปี หรือกระทั่งหลายสิบปี ไม่ว่าจะทั้งภายนอกและภายใน ทั้งที่อยู่ภายใต้การเมืองแบบการเลือกตั้งและอยู่นอกเหนือการเมืองแบบการเลือกตั้ง มันกลบประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ทำให้เกิดผลจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง เรื่องความก้าวหน้าทางด้านสิทธิพลเมือง เรื่องการต้านการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการแก้กฎหมายการข่มขืน ที่ในหลายๆ ด้านต้องขอบคุณวาทกรรมและการเคลื่อนไหวของนักสตรีนิยม ดูจากความก้าวหน้าทั้งหมดนี้แล้วทำให้การมองว่าผู้นำทำตามเจตจำนงของประชาชนเป็นเรื่องไม่จริง

โซลนิตระบุต่อไปว่าจริงอยู่ที่ว่าประธานาธิบดีรวมถึงรัฐสภาและวุฒิสภามีอำนาจในการตอบสนองและต่อต้านการตัดสินใจของผู้คนได้ แต่บางครั้งผู้คนก็สามารถผลักดันนักการเมืองให้เปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นพรรคการเมืองพวกเดียวกันหรือฝ่ายตรงข้ามกับเรา ยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนที่มีการจัดตั้ง ให้ความรู้ รณรงค์ และประท้วงกันมาเป็นเวลาหลายปีจนกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลัง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือการทำงานร่วมกับนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่ไม่มีชื่อเสียงก้ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งนั้น

โซลนิตยังวิจารณ์รัฐบาลโอบามาด้วยว่า รัฐบาลโอบามาจะทำได้ดีกว่านี้ถ้าหากผู้คนที่เลือกเขาเข้ามาร่วมกันต่อต้านบรรษัทยักษ์ใหญ่และกลุ่มที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของพวกคนรวยมากๆ

"พวกเราอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้ากันแล้ว" โซลนิตระบุในบทความ

"แต่ความจริงคือพวกเราแค่กำลังเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของการรักษาไว้ซึ่งการต่อต้านแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ และคนที่ไม่ยอมเชื่อเรื่องโลกร้อนแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม" โซลนิตระบุในบทความ

เรียบเรียงจาก

Whether Trump or Clinton wins the US election, what follows is up to us, Rebecca Solnit, The Guardian, 07-11-2016 https://www.theguardian.com/commentisfree/2016/nov/07/what-happens-after-clinton-trump-win-election-progressive

แสดงความคิดเห็น

 
Top