0
นศ.มมส.ร่วมเรียนรู้ศึกษาวิถีชีวิตชุมชนโคกยาว

Posted: 22 Oct 2016 10:07 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

นศ.ชมรมสิงห์น้ำตาลอาสา มมส.ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ศึกษาเรียนรู้ถีการดำเนินชีวิต และการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกินด้านภรรยานายเด่นเผย 6 เดือนแล้ว ยังคงรอคอยพ่อกลับมา ไม่ว่าจะกลับมาในสภาพไหน ก็รับได้ทั้งหมด เพราะการรอคอย โดยที่ไม่พบเบาะแสอะไรเลยมันทรมานมากกว่า











เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2559 นางสาวปวีณา โคตรมี และนางสาวพรทิพย์ กองการ นิสิตชั้นปีที่ 4 เอกการเมืองการปกครอง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อศึกษาเรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิต และด้วยความสนใจในการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกินของคนในชุมชน

นางสาวปวีณา โคตรมีเผยความรู้สึกว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ลงพื้นที่ที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน ต่างจากที่ก่อนหน้านี้เพียงได้รับรู้ตามสื่อต่างๆ แต่ทั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการได้ลงมาสัมผัสด้วยตนเอง ทำให้เกิดความเข้าใจ และพอเห็นภาพได้บ้างว่าชาวบ้านมีความทุกข์ยากจากนโยบายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไรบ้าง และเพราะเหตุใดจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดินทำกินมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ประกาศนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” และมีการส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และทหารเข้ามาปิดประกาศขับไล่ชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่หลายครั้ง แต่ชาวบ้านก็เดินทางไปยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง และเจรจากับผู้เกี่ยวข้องอยู่หลายรอบ กระทั่งมีมติให้ชะลอการไล่ชาวบ้านชุมชนโคกยาวออกนอกพื้นที่ไปก่อน จนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ถูกต้อง

ปวีณา บอกอีกว่า จากที่ได้ร่วมพูดคุยกับชาวบ้าน โดยส่วนตัวมีความรู้สึกเหมือนจะถูกผสมไปด้วยความเงียบ สะเทือนใจตามชาวบ้านไปด้วย บรรยากาศช่างเป็นช่วงที่มองดูเยือกเย็น หม่นหมอง เช่น เมื่อได้พูดคุยเรื่องราวชีวิตของแม่สุภาพ คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว ที่เอ่ยถึงความรู้สึก ที่มีต่อ “นายเด่น คำแหล้” ผู้เป็นสามี ที่แม่สุภาพบอกว่า พ่อเด่น หายตัวไปภายหลังเข้าไปหาหน่อไม้และไม้หวาย บริเวณสวนป่าโคกยาว รอยต่อระหว่างป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2559 ที่ผ่านมาเสียงของแม่สุภาพยังแว่วอยู่ในความรู้สึกตลอดเวลา ว่า นับจากวันนั้นเป็นต้นมา แม้จะมีการช่วยกันระดมตามหามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดได้พบเห็นชายผู้เป็นสามีอีกเลย แม้แต่ร่องรอยก็ไม่ปรากฏทำให้ตัวเองที่ได้รับรู้ รู้สึก หดหู่ สะเทือนจิตใจไปด้วย

“แม่สุภาพ เล่าให้ฟังด้วยว่า ถึงจะผ่านมากว่า 6 เดือนแล้ว แต่ยังรอคอยการกลับมาของพ่อเด่นแม้ความหวังที่จะกลับมานั้นคงไม่มีแล้ว แต่สิ่งที่แม่ยังหวังที่สุดคือ อยากรู้ความชัดเจนว่าพ่อเด่นหายไปไหน อะไรทำให้ต้องสูญหายไปแม่บอกด้วยว่า แม้พ่อจะกลับมาในสภาพไหน ก็รับได้ทั้งหมด ขอเพียงอย่าให้การรอคอยเป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ เพราะการรอคอย โดยที่ไม่พบเบาะแสอะไรเลยมันทรมานมากกว่าและนั่นคือสิ่งที่แม่สุภาพและชาวบ้านชุมชนโคกยาว ยังไม่ละความพยายามที่จะค้นหาพ่อเด่น ที่ได้หายตัวไปอย่างปริศนา และต้องการที่จะนำตัวพ่อเด่นกลับคืนสู่ผืนดินที่เรียกว่าบ้าน ไม่ว่าจะกลับมาในสภาพใดก็ตาม และสิ่งนี้คือการได้รับรู้ถึงความรู้สึกโดยตรงกับชาวบ้านที่ได้รับปัญหาผลกระทบด้วยตนเอง มันมากมายเกินกว่าที่วาดหวังไว้ ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นนักศึกษาได้มีโอกาสมาเห็นได้มาสัมผัสกับพื้นที่ที่เกิดปัญหาจริงๆ ก็มีความรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างมาก เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ชุมชน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นปกติสุขขึ้นมาได้อีกครั้ง” ปวีณาเล่าถึงความรู้สึก ทิ้งทาย

ขณะที่นายบุญมี วิยาโรจน์ รองประธานโฉนดชุมชนโคกยาว บอกถึงวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนโคกยาวว่า ชาวบ้านได้ยึดอาชีพทำการเกษตรกรเรื่อยมา กระทั่งช่วงปี 2528 รัฐได้เข้ามาดำเนินโครงการ “หมู่บ้านรักษ์ ประชารักษ์สัตว์” กระทำการอพยพชาวบ้านทั้งหมดในชุมชนโคกยาวให้ออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าจะมีการจัดสรรที่ดินทำกินรองรับ แล้วก็นำพื้นที่ชุมชนโคกยาวไปปลูกเป็นสวนป่ายูคาลิปตัส แต่เมื่อชาวบ้านเดินทางไปถึงพื้นที่ใหม่ ปรากฏว่ามีคนทำกินอยู่แล้ว ผู้สูญเสียที่ดินทำกิน จึงตกอยู่ในสภาพ ถูกลอยแพ กลายเป็นผู้ที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกินมานับแต่นั้น

รองประธานโฉนดชุมชนโคกยาวบอกถึงเส้นทางการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกิน ด้วยว่า โดยเฉพาะในช่วงระหว่างปี 2539-2542ได้มีการชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอคอนสารหลายครั้ง กระทั่งมีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินป่าไม้ระดับอำเภอ” เพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินแต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข คือยังไม่สามารถกลับเข้าไปทำกินในที่ดินเดิมได้ ผู้เดือดร้อนจึงเข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องในสิทธิที่ดินทำกินเรื่อยมาคือให้ ยกเลิกสวนป่า แล้วนำที่ดินมาจัดสรรให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน

ต่อมาในปี 2552 ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับผู้เดือนร้อนจากปัญหาที่ดินทำกินทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.)” โดยผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการที่ดินโดยชุมชน ในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” จนรัฐบาลขณะนั้นได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553และต่อมาได้รวมตัวกัน ในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟเพื่อร่วมเรียกร้อง ติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน กระทั่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านตามข้อเสนอของพีมูฟและเป็นจุดเริ่มต้น ของการกลับมาทำกินในที่ดินผืนเดิมของชาวชุมชนโคกยาว

“ที่ผ่านมชุมชนโคกยาวถูกกดดันให้ออกจากพื้นที่มาโดยตลอด กระทั่งปี 2554เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังกันบุกเข้าควบคุมตัว และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม มีการแยกสำนวนฟ้อง ออกเป็น 4 คดี 10 รายในช่วงที่ผ่านมาได้มีการต่อสู้คดีความในชั้นศาลจังหวัดภูเขียวคดีที่ชาวบ้านโคกยาวตกเป็นจำเลยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ยกเว้นในส่วนคดีที่ 4 คือนายเด่น และนางสุภาพ คำแหล้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 นางสุภาพ เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยื่นคำร้องความว่าอยู่ระหว่างการเข้ารักษาตัวจากอาการป่วยด้วยโรคเนื้องอกในมดลูก ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่น โดยแพทย์นัดตรวจรักษาโรคอีกครั้งในวันที่ 26 กันยายน 2559 จึงขอเลื่อนการคำพิพากษาศาลฏีกาออกไป ส่วนจำเลยที่ 1(นายเด่น) ได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2559 ซึ่งมีการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อติดตามตัวจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ยังไม่พบตัว โดยเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งผลการสืบสวนและสอบสวนการติดตามตัวของจำเลยที่ 1 ได้ใจความว่ายังไม่พบตัวศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 เวลา 9.00 น.” รองประธานโฉนดชุมชนโคกยาวกล่าวทิ้งท้าย

แสดงความคิดเห็น

 
Top