0
โจชัว หว่อง เล่าช่วงถูกกักตัว จนท.ไทยย้ำชัด "คุณก็รู้ที่นี่ประเทศไทย มันเหมือนเมืองจีน"

Posted: 09 Oct 2016 02:17 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

โจชัว หว่อง บอกเล่าประสบการณ์หลังถูกกักตัวในไทยนานกว่า 12 ชั่วโมง ก่อนถูกส่งกลับ เผยคำพูด จนท.ไทย "คุณก็รู้ที่นี่ประเทศไทย มันเหมือนเมืองจีน มันไม่เหมือนกับฮ่องกง"! ขณะที่ล่าสุดยังตอบโต้สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ที่โจมตีเขาว่าโดนกักแค่ 10 ชั่วโมงแต่ทำตัววิเศษ โดยโจชัว หว่องโต้ว่าไม่ว่าจะถูกควบคุมตัว 10 ชั่วโมง หรือ 10 ปี รัฐบาลฮ่องกงก็ปกป้องคนฮ่องกงไม่ได้



โจชัว หว่อง เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา (ที่มา: แฟ้มภาพ/facebook/黃之鋒 Joshua)


โจชัว หว่อง หลังร่วมเสวนา "Civic Forum" ที่สวนสาธารณะวิคตอเรีย ที่ฮ่องกง วันอาทิตย์นี้ (9 ต.ค.) (ที่มา: facebook/黃之鋒 Joshua)

9 ต.ค. 2559 จากเหตุการณ์ที่ทางการไทยไม่ยอมให้โจชัว หว่อง จี้ฟง หรือ โจชัว หว่อง หนึ่งในผู้เคยเป็นแกนนำคนหนุ่มสาวของฮ่องกงผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อร่วมงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น

ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม โจชัว หว่อง ได้เข้าร่วมเสวนา "Civic Forum" ที่สวนสาธารณะวิคตอเรีย พูดถึงกรณีที่รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงไม่รับผิดชอบกรณีชาวฮ่องกงถูกกักขังในต่างแดนอย่างไร้เหตุผล ทำให้สูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานด้ว

ในโพสต์ของ สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ได้แปลสเตตัสของโจชัว หว่อง วันนี้ ซึ่งระบุว่า "เจ้าตัวได้เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ถูกควบคุมตัวและถูกยึดหนังสือเดินทางในสนามบินสุวรรณภูมิให้ชาวฮ่องกงฟัง"

นอกจากนี้ในช่วงเสวนา Civic Forum โจชัว หว่อง ยังตอบโต้คำพูดของ พอล แจ่ ไหว-จ่น (謝偉俊Paul Tse Wai-chun) วัย 57 ปี สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ที่พูดจาพาดพิงถึงเขา

โดยในโพสต์ของ สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ รายงานความเห็นของ พอล แจ่ ว่า "ต่อให้มีคนฮ่องกงติดคุกโดยถูกใส่ร้าย 10 กว่าปี กรมคุ้มครองความปลอดภัย (ของฮ่องกง) ก็ทำอะไรไม่ได้ แล้ว "หว่อง จี๊ฟ้ง" อย่างแก อย่าคิดว่าถูกควบคุม 10 กว่าชั่วโมงจะวิเศษกว่าคนอื่น"

โดยโจชัว หว่อง ตอบด้วยว่า "ถึงจะตั้งแต่ 10 กว่าชั่วโมงถึง 10 กว่าปี รัฐบาลฮ่องกงก็ปกป้องคนฮ่องกงไม่ได้"


สภาพห้องควบคุมตัวตามที่โจชัว หว่อง โพสต์ภายหลังกลับถึงฮ่องกง (ที่มา: facebook/黃之鋒 Joshua)

ต่อมา โจชัว หว่องได้เขียนแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ในสื่อเดอะการ์เดียน ของอังกฤษ ชื่อบทความว่า "ผมเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย นี่จึงทำให้ทางการไทยเนรเทศผมใช่ไหม?" ระบุถึงประสบการณ์ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งความรู้สึกถูกกดขี่และประณามว่าการกักขังของทางการไทยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กระนั้นเขาก็ยังพร้อมต่อสู้ร่วมกับพลังของคนหนุ่มสาวต่อไป

โจชัว หว่องระบุว่าเขาเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงราวเที่ยงคืนของวันที่ 5 ต.ค. โดยไม่มีปัญหาอะไร เขาได้รับเชิญให้พูดบรรยายในสองมหาวิทยาลัยเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์การเคลื่อนไหว "ปฏิวัติร่ม" ในฮ่องกงและเรื่องที่เขากลายเป็นนักการเมืองรุ่นเยาว์ แต่หลังจากที่เขาออกจากเครื่องบินเขาก็เริ่มรู้สึกหวาดระแวงว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเอาตัวเขาไปและส่งตัวกลับฮ่องกงด้วยเครื่องบินลำเดียวกับที่เขาเดินทางมา เขาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ ที่เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่มากกว่าปกติตั้งแต่เขาเดินจากทางเชื่อมเครื่องบินเข้าตัวอาคาร เขาคิดว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติแต่ตัวเขาเองก็ไม่มีที่อื่นให้ไป

หว่องเล่าต่อไปว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือการจับตัวเขาในไทยต่างจากที่เกิดขึ้นในมาเลเซียเมื่อเดือน พ.ค. 2558 ตัวเขาไม่จำเป็นต้องไปถึงเคาน์เตอร์ของ ตม. ถึงจะโดนปฏิเสธไม่ให้เข้า แต่เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายมาหาเขาเอง เจ้าหน้าที่ถามว่าเขาคือ โจชัว หว่อง หรือไม่ เมื่อตอบว่า "ใช่" พวกเจ้าหน้าที่ก็อ้างว่าได้รับคำสั่งจากทางการไทยให้กักตัวเขาไว้และขอหนังสือเดินทางเขาไว้ด้วย ในตอนนั้นเขากังวลมาก เขาไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้นทันทีเพียงแค่เขาออกจากเครื่องบิน

เหตุการณ์ในตอนนั้นทำให้หว่องรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ไม่คุ้นเคยทำให้เขาขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้ ต่อเข้าอินเทอร์เน็ตไวไฟของสนามบินไม่ได้ ถ้าเป็นในฮ่องกงเขาคงยังเรียกทนายความได้ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมให้หนังสือเดินทาง

หลังจากที่หว่องถูกจับกุมตัวแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากรบอกว่าเขามีชื่อในบัญชีดำของรัฐบาลไทยและไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ จากนั้นเขาก็ถูกตามประกบโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจมากกว่า 20 นาย ไปยังสถานที่ที่ไม่รู้จัก เขาใจเต้นระส่ำและรู้สึกสิ้นหวัง เจ้าหน้าที่พาเขาเดินไปทุกที่และคำเดียวที่เขาฟังเข้าใจคือคำว่า "แบล็กลิสท์" ที่แปลว่าบัญชีดำ จากนั้นหว่องก็ถูกนำไปคุมขังไว้

"ผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมถามพวกเขาว่ามีกฎหมายข้อไหนหรือที่อนุญาตให้พวกเขานำตัวพลเมืองต่างประเทศเข้าห้องขังโดยไม่มีเหตุผลที่ดีพอ ผมขอร้องให้อนุญาตติดต่อครอบครัวเขาได้หรืออย่างน้อยก็ทนายความในประเทศ ... แต่หนังสือเดินทางผมถูกยึดไปและถูกห้ามไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ ทำให้ผมไม่สามารถติดต่อใครได้เลย" โจชัว หว่องระบุในบทความ

นักกิจกรรมคนหนุ่มจากฮ่องกงเล่าต่อไปว่าเจ้าหน้าที่ทางการไทยสามารถทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้ พวกเขาปฏิเสธคำขอของหว่องสั้นๆ ว่า "ไม่" เมื่อเขาวิจารณ์เจ้าหน้าที่ว่าทำการคุมขังเขาโดยไม่มีข้ออ้างหลักการทางกฎหมายใดๆ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่าพวกเขาจะบอกสาเหตุทีหลัง ซึ่งโจชัว หว่องก็ยังโต้แย้งต่อไปว่าเป้นการกระทำการที่ละเมิดกระบวนการที่เหมาะสมของตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ตอบกลับเขาว่า "คุณก็รู้ที่นี่ประเทศไทย มันเหมือนเมืองจีน มันไม่เหมือนกับฮ่องกง"

โจชัว หว่องเล่าว่าเขาต้องทวนประโยคที่ได้ยินกับตัวเองซ้ำๆ

"คุณก็รู้ที่นี่ประเทศไทย มันเหมือนเมืองจีน มันไม่เหมือนกับฮ่องกง"
"คุณก็รู้ที่นี่ประเทศไทย มันเหมือนเมืองจีน มันไม่เหมือนกับฮ่องกง"
"คุณก็รู้ที่นี่ประเทศไทย มันเหมือนเมืองจีน มันไม่เหมือนกับฮ่องกง"

"ผมคิดว่าเขาพูดถูก มันเหมือนกับจีน ไม่เหมือนกับฮ่องกง ในที่สุดแล้วกุ้ยหมินไห่คนตีพิมพ์หนังสือในฮ่องกงก็ถูกลักพาตัวในไทยเมื่อปีที่แล้วและถูกส่งตัวไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ในที่สุด" โจชัว หว่องเปิดเผยในบทความ

การพูดคุยกับเจ้าน้าที่ตำรวจจบลงด้วยการที่ตำรวจอ้างว่า "คุณรู้ว่าพวกเราสามารถปฏิบัติต่อคุณได้อย่างดีในตอนนี้ แต่พวกเราก็สามารถทำอะไรหนักขึ้นกับคุณได้ พวกเราเชื่อว่าคุณจะเข้าใจว่าเราทำอะไรกับคุณได้มากแค่ไหน" โจชัว หว่องระบุว่าชาวฮ่องกงทราบดีถึงเรื่องการลักพาตัวคนขายหนังสือในฮ่องกงทำให้เขาตระหนักดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นกัตัวเอง

โจชัว หว่องเล่าต่อไปว่าพอถึงช่วงตี 2 เขาก็ถูกจับเข้าห้องขังที่สนามบิน ทีแรกเขาคิดว่าอาจจะแค่ถูกส่งตัวกลับฮ่องกงหลังจากอยู่ในห้องรอ เขาไม่นึกมาก่อนว่าจะถูกคุมขังในต่างประเทศแบบนี้เพราะแค่ได้ยอมตอบรับคำเชิญชวนให้พูดในมหาวิทยาลัยชั้นนำ โจชัว หว่องบอกว่าห้องขังในฮ่องกงว่าไม่ค่อยดีแล้วแต่ในไทยแย่ยิ่งกว่า เทียบจากที่เขาเคยถูกจับกุมในฮ่องกงเมื่อ 2 ปีที่แล้วจากการประท้วงที่จัตุรัสซีวิคแต่ในตอนฮ่องกงอย่างน้อยก็อนุญาตให้เขาเข้าพบทนายความ เขาได้รับการปล่อยตัวจากการลงนามว่าจะปรากฏตัวตามหมายเรียกของศาล

โจชัว หว่อง ยังวิจารณ์ห้องขังในไทยต่อไปว่าเป็นสถานที่ที่เลวร้ายกว่าฮ่องกงมากไม่เพียงแค่เรื่องกำแพงภาษาหรือเรื่องสถานที่คุมขังไม่ถูกสุขอนามัย แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือการถูตัดขาดจากโลกภายนอกในห้องแคบๆ คุณไม่เห็นแสงสว่างทำให้ไม่รู้วันเวลา ไม่รู้ว่ารอนานแค่ไหนแล้ว และรู้ตัวว่าไม่มีโอกาสช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยวิธีการทางกฎหมาย เพราะในไทยไม่มีหลักนิติธรรมใดๆ

ภายในห้องขัง 50 ตารางฟุตทำให้จิตใจของโจชัว หว่องกระวนกระวาย กลัวว่าเพื่อนฝูงและเหล่ามิตรสหายในพรรคการเมืองเดโมซิสโทของเขาจะเป็นห่วง กลัวว่าครอบครัวและแฟนจะเป็นห่วง คิดว่าเพื่อนนักศึกษาชาวไทยที่มารอล้วไม่เห็นตัวจะช่วยเขาออกไปได้ไหม รัฐบาลฮ่องกงจะตอบโต้การกระทำของทางการไทยหรือไม่หรือแค่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โจชัว หว่องบอกว่าตอนนั้นเขากลัวจนอยากร้องไห้การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเป็นเรื่องน่ากลัว ได้แต่บอกตัวเองให้อย่ากลัว

โจชัว หว่องเล่าต่อไปว่าในตอนนั้นเขาก็คิดไปต่างๆ นานาว่ารัฐบาลไทยจะทำอะไรกับเขา จะจับเขาขึ้นศาลแล้วส่งตัวกลับหรือเลวร้ายกว่านั้นก็ทำให้มีความผิดแล้วขังคุกหลายปี หรือชั่วแว๊บหนึ่ง เลวร้ายที่สุดคือถูกทำให้หายตัวแล้วส่งไปที่จีนแผ่นดินใหญ่แบบคนขายหนังสือที่หายตัวไป ซึ่งอาจจะดูเหมือนกังวลเกินกว่าเหตุ

"แต่คุณรู้อะไรไหม เมื่อสภาพทางกายภาพรอบตัวมันไม่เป็นมิตรต่อคุณและคุณก็หายใจไม่ออกเพราะบรรยากาศกดขี่รอบตัวคุณ ความกลัวแบบนี้ก็จะเติบโตขึ้นในใจคุณ" โจชัว หว่องระบุในบทความ

"จิตใจของผมว้าวุ่นมากจนกระทั่งผมไม่อาจนอนหลับได้ ในที่สุดผมก็เข้าใจว่า 'อิสรภาพจากความหวาดกลัว' มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร ประสบการณ์ถูกกักขังในครั้งนี้น่าสะพรึงยิ่งกว่าตอนที่ถูกกักขังในฮ่องกง 5 ครั้งก่อนหน้านี้เป็นร้อยเท่า" หว่องระบุในบทความ

พอถึงตอนเที่ยงของอีกวันหนึ่งเขารู้สึกโล่งอกที่ได้รู้ว่าจะถูกส่งตัวกลับบ้าน แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกห้ามเข้าประเทศไทยทั้งที่เขาไม่เคยวิจารณ์รัฐบาลไทยเลย เขาแค่ถูกเชิญให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนหนุ่มสาวในช่วงประท้วงปฏิวัติร่มเท่านั้น แต่นี่ก็ทำให้เขาถูกจับขังตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากเครื่องบิน ถูกกระทำในแบบที่ผิดกฎหมายและผิดหลักการสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง เขาถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเวลา 12 ชั่วโมงโดยไม่สามารถเข้าถึงหนังสือเดินทางและติดต่อกับใครได้

"ผมแน่ใจเป็นที่สุดว่าการกักขังหน่วงเหนี่ยวผมอย่างผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ทางการไทยนั้นมีแรงจูงใจมาจากความกลัวขบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวทั่วโลก" โจชัว หว่องระบุในบทความ

เขายังแสดงความเชื่อมั่นว่า "คนหนุ่มสาวทั่วโลกจะร่วมมือร่วมใจกันเรียกร้องประชาธิปไตย เสรีภาพพลเมือง และทำให้คุณค่าสากลอื่นๆ เข้มแข็งขึ้น และพันธกิจต่อการดำเนินกิจกรรมบนท้องถนนของพวกเรา ความหวัง ความฝัน ที่ข้ามพ้นกำแพงวัฒนธรรม ภาษา ประเทศและสภาพการเมือง ก็จะยิ่งเข้มแข็งขึ้นด้วย"

"พรรคการเมืองของผมและตัวผมเองจะทำงานร่วมกับกลุ่มพลเมืองในภูมิภาคเพื่อกำหนดแนวทางไปสู่เสรีภาพและความยุติธรรมต่อไป" โจชัว หว่องระบุในบทความ



เรียบเรียงจาก

I'm a pro-democracy activist. Is that why Thailand chose to deport me?, The Guardian, 07-10-2016 https://www.theguardian.com/commentisfree/2016/oct/07/thailand-joshua-wong-deportation-hong-kong-demosisto

แสดงความคิดเห็น

 
Top