0

ธปท.ออกรายงานคนไทยไปลงทุนอะไรในต่างประเทศ สิ้นปี 58 พบคนไทยมีสินทรัพย์ที่ไปลงทุนในต่างประเทศรวมกว่า 26.56 ล้านล้านบาท ทั้งย้ายฐานการผลิต และซื้อกิจการ ประเทศที่คนไทยเข้าไปลงทุนมากสุด คือ กลุ่มประเทศอาเซียน รองลงมา คือ หมู่เกาะเคย์แมน ฮ่องกง และมอริเชียส ปี 59 ยังมีเงินทุนไทยไหลออกต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมสถิติฐานะการลงทุนระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกรายงานเรื่อง การลงทุนโดยตรง : คนไทยไปทําธุรกิจอะไรในต่างประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ ธปท.ได้จัดทําและเผยแพร่สถิติดังกล่าว โดยจำแนกการลงทุนโดยตรงของไทยตามประเภทธุรกิจ และปลายทางที่นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ทราบทิศทางการลงทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้อมูลสถิติชุดนี้ ธปท.ได้ทำข้อมูลรายปีย้อนหลังไปถึงปี 2554 จนสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าการลงทุนของคนไทย ในส่วนของทุนเรือนหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในระยะเวลา 5 ปี จาก 23,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 833,333 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ณ สิ้นปี 2554 เพิ่มเป็น 44,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,543,500 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2558

ขณะที่การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Thailand’s outward direct investments: TDI) หมายถึง การที่นักลงทุนไทย (resident investors) เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ (nonresident enterprises) โดยมีการถือหุ้นในกิจการตั้งแต่ 10% ขึ้นไป เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2558 การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของไทยโดยรวมมียอดคงค้างรวมทั้งสิ้น 759,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 26.56 ล้านล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยประเทศที่ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนมากที่สุด คือ กลุ่มประเทศอาเซียน มีสัดส่วนการลงทุน 28.2% รองลงมา คือ หมู่เกาะเคย์แมน ฮ่องกง และมอริเชียส ตามลำดับ

สำหรับการลงทุนในประเทศอาเซียนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่นักลงทุนไทย ยังคงลงทุนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค รองลงมา เป็นการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เนื่องจากมีศักยภาพเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในอนาคต ประกอบกับข้อได้เปรียบในแง่ของระยะทางทําให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และปัจจัยด้านการชําระเงินจากการที่เงินบาทเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค ช่วยให้ลดต้นทุนด้านธุรกรรม และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนของไทยในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน

ทั้งนี้ จากรายงานยังพบว่า การลงทุนในภาคการเงิน และธุรกิจด้านทรัพยากรเหมืองแร่และพลังงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และขยายตัวเร็วกว่าภาคการผลิตและบริการ ขณะที่เมื่อมองลึกลงในภาคการผลิต ธุรกิจที่มีการลงทุนขยายตัวดี คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม และการผลิตเครื่องจักรเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่การลงทุนหดตัว คือ ธุรกิจการผลิตเหล็ก ผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก ส่วนภาคบริการธุรกิจไฟฟ้า ก๊าซไอน้ำ และระบบการปรับอากาศ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นธุรกิจที่มีนักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การคำนวณข้อมูลแบบเมทริกซ์แสดงว่า เงินลงทุนโดยตรงจากธุรกิจไทย กลุ่มใดจะลงทุนในธุรกิจหมวดเดียวกับที่ตนทําอยู่สูงที่สุด ขณะเดียวกันมีแนวโน้มลงทุนผ่านบริษัทโฮลดิ้งในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานในการนำเงินไปลงทุนต่อในประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังพบว่า ปี 2559 นี้ยังมีนักธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศอย่าง

ต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในลักษณะการย้ายฐานการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิตแสวงหาค่าแรงที่ต่ำกว่า และใกล้ชิดตลาดมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนเพื่อเป็นหุ้นส่วน หรือซื้อกิจการทั้งหมดของกิจการในต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับยอดการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย หรือ TDI ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 (ม.ค.-ส.ค.) นั้น ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือน ส.ค. มีเงินทุนของนักธุรกิจ และบริษัทไทยไปลงทุนในต่างประเทศแล้วทั้งสิ้น 9,828 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 343,980 ล้านบาท โดยเป็นการไหลออกต่อเนื่อง ทั้งไตรมาสแรก ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยการออกไปลงทุนของบริษัทไทยในต่างประเทศ ยังคงมีทั้ง 2 รูปแบบ คือ ออกไปลงทุนย้ายฐานการผลิต ขยายโรงงาน หรือพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งเข้าไปใกล้ชิดตลาดในประเทศนั้นๆมากขึ้น รวมทั้งเข้าซื้อหุ้นหรือซื้อกิจการ เพื่อบริหารงานต่อยอดจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย แต่ก็มีบางรายที่ซื้อกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ในประเทศไทย.

แสดงความคิดเห็น

 
Top