0
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 13-19 ต.ค.2559
Posted: 19 Oct 2016 02:36 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)   

เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5-10 บาทใน 69 จังหวัด/กระทรวงแรงงาน ออกหนังสือขอความร่วมมือสถานประกอบการพิจารณาให้ลูกจ้างลามาแสดงความอาลัย โดยไม่ถือเป็นวันลา/ห่วงแรงงานไทยไร้วินัยทางการเงิน เร่งเปิดตัวแอพให้ความรู้/กสทช.ปรับเพิ่มบัญชีเงินเดือน 'ผู้บริหาร-พนง.' รองเลขาฯ เริ่ม 150,000-250,000 บาท/รองนายกให้โรงงานสิ่งทอเร่งผลิต-ห้างค้าปลีกคุมราคา แก้ปัญหาเสื้อดำแพง/ครม.เห็นชอบปรับเพดานเงินเดือน ขรก. ขีดเส้นให้ย้ายข้ามห้วยได้เงินเดือนเท่าเดิม
 
ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กว่าสิบรายร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมชลบุรี หลังนายจ้างเบี้ยวไม่จ่ายค่าแรง 5 ล้านบาท
 
นายธนาคม สังข์คร ผู้รับเหมาก่อสร้างพร้อมลูกจ้างได้เข้าพบนายวันชาติ วรรณพราหม ปลัดอำเภอศรีราชา ผู้รับเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่าตนพร้อมผู้รับเหมาเกือบ 10 ราย ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่ได้รับค่าจ้างในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จำนวน 19 คูหา บริเวณหมู่ 7 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 2559 ซึ่งขณะนี้ค่าจ้าง ค่าอุปกรณ์ที่ทำไปยังไม่ได้รับรวมกว่า 5 ล้านบาท นอกจากนั้นยังถูกบริษัทที่ไปซื้ออุปกรณ์ก่อสร้าง ฟ้องร้องเนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าสินค้าที่เอามาใช้ก่อน
 
ที่ผ่านมามีการเจรจาพูดคุยกับนายจ้างมาหลายครั้งเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว แต่นายจ้างก็บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ทั้งๆที่บริษัท ซี.พี แลนด์ จำกัด (มหาชน) ที่ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดพันธุสิน เอ็นจิเนียริ่ง รับเหมาก่อสร้างโครงการ โดยตนไปรับช่วงในก่อสร้างอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น 19 คูหาต่อมาอีกทอด นอกจากนั้น นายจ้างยังมีการท้าทายให้ไปฟ้องร้องกันเอาเอง
นายธนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ตนและลูกน้องได้รับความเดือดร้อนอยากมาก เนื่องจากยังไม่ได้ค่าจ้าง และยังมาถูกฟ้องร้อง ซึ่งทางบริษัทที่ไปตนเอาสินค้ามาใช้ในการก่อสร้างก็เห็นใจ เนื่องจากทราบปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จำเป็นต้องฟ้องร้อง เพราะต้องการได้เงินค่าสินค้าดังกล่าว
 
ด้านนายอนงค์ พหลยุทธ์ อายุ 58 ปี ผู้รับเหมาก่อสร้างอีกราย กล่าวว่า ตนทำงานดังกล่าวและยังไม่ได้รับเงิน เกือบ 3 แสนบาทแล้ว สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีเงินไปใช้จ่ายและที่สำคัญรถยนต์ที่ใช้ในการทำงานก็จะถูกยึด เนื่องจากค้างค่างดผ่อนส่งรถมา 5 เดือนแล้ว จึงวอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยเหลือด่วน
 
“นายจ้าง ควรจะผ่อนส่งเงินที่ติดค้างให้กับพวกตนบ้าง โดยไม่ต้องจ่ายมาเป็นก้อนทั้งหมด เนื่องจากเดือดร้อนจริงๆ เพราะติดค้างมาก่อนกว่า 5 เดือนแล้ว จึงขอให้ผ่อนส่งบ้างเท่านั้น” นายอนงค์ กล่าว
นายวันชาติ วรรณพราหม ปลัดอำเภอศรีราชา ผู้รับเรื่องร้องเรียน กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นตนได้ประสานไปยังนายจ้างที่เบี้ยวค่าแรงดังกล่าวแล้ว ซึ่งในเร็วๆนี้ จะเรียกทั้งนายจ้างและลูกจ้างมาตกลงเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาแก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป
 
 
ห่วงแรงงานไทยไร้วินัยทางการเงิน เร่งเปิดตัวแอพให้ความรู้
 
นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ในฐานะผู้แทนจากมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่าทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) นับเป็นทักษะชีวิตพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เหตุสำคัญเพราะประชาชนขาดความรู้และทักษะทางการเงิน จำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะการเงินเร่งด่วน
 
มูลนิธิซิตี้และสถาบันคีนันแห่งเอเซียจึงมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงิน เป็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี โดยความร่วมมือจากกระทรวงแรงงานในการฝึกอบรมบริหารการเงินกลุ่มแรงงาน ตั้งเป้าแก้ปัญหาหนี้สินด้วยการเสริมแกร่งองค์ความรู้ทางการเงินให้แก่แรงงานไทย เพื่อแก้ปัญหาการก่อหนี้ทั้งในและนอกระบบ
 
โครงการฯ จึงเริ่มทำการวิจัยค้นคว้าปัญหาหนี้สินและทางออกให้กับ 3 กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ กลุ่มแรงงาน - กลุ่มเกษตรกร - กลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตร และนำเครื่องมือการเรียนรู้ทางการเงินที่เหมาะสมกับกลุ่มต่างๆ ไปประยุกต์ใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อมุ่งสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลในประเทศไทย
 
ทั้งนี้ หลังดำเนินงานครบ 3 ปี ก็พบว่า หัวใจสำคัญของปัญหาหนี้สินคนไทย คือ การขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน โดยที่ผ่านมาการให้ความรู้ทางการเงินมักถูกผนวกย่อยกับหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในรูปแบบต่างกันและมีความทับซ้อนกัน นอกจากนี้ ภาครัฐควรวางยุทธศาสตร์การส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้เป็นวาระแห่งชาติและร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายไปสู่แผนปฎิบัติการให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
 
“กลุ่มนักเรียน นักศึกษา จะมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พัฒนาเนื้อหาแทรกในหลักสูตร ส่วนกลุ่มเกษตรกร จะมีธนาคารของรัฐให้ความรู้การจัดทำบัญชีครัวเรือน ถือว่าสองกลุ่มนี้มีความคืบหน้าตามลำดับ ขณะที่กลุ่มแรงงานแม้จะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด หากยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นหลัก จึงเป็นเหตุให้โครงการฯ ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ผลักดันนโยบายสร้างการเรียนรู้ทางการเงินที่เป็นรูปธรรม เช่น แอพพลิเคชั่นฉลาดคิด เรื่องเงิน จนเป็นผลสำเร็จ” นางวีระอนงค์ กล่าว
 
ขณะที่ นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ขยายความว่า “แอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงิน” ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีสาระสำคัญ 2 ส่วน คือ 1. ฉลาดคิดเรื่องเงิน ชุดความรู้การบริหารการเงินส่วนบุคคล แบบทดสอบ ตลอดจนเครื่องคำนวณทางการเงิน ภายใต้ 4 โมดูลย่อย ได้แก่ 1) การตั้งเป้าหมายทางการเงิน 2) การออมอย่างมีประสิทธิภาพ 3) การใช้จ่าย 4) การบริหารหนี้ 2. เกมครอบครัวหรรษา ซึ่งออกแบบตัวละครให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงแรงงาน ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิ การซื้อหวย ซื้อประกัน ทำงานโอที เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ฯลฯ ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง Google Play และ App Store
 
นอกจากนี้ สถาบันคีนันฯ ยังได้ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และองค์กรลูกจ้างในระดับต่างๆ จัดฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินสำหรับกลุ่มแรงงาน และวางแนวทางจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในโรงงาน เพื่อส่งเสริมให้มีการออมอย่างครบวงจรด้วย
 
ด้าน คุณวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใต้การกำกับโดยกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมมือกับมูลนิธิซิตี้และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ในโครงการ “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” เพื่อหาแนวทางสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน แก้ไขปัญหาหนี้สินให้กลุ่มแรงงานในและนอกระบบ กระทรวงแรงงานมีพันธกิจที่จะพัฒนากำลังแรงงานให้มีศักยภาพสูงและสอดคล้องต่อความต้องการของภาคเศรษฐกิจ เล็งเห็นว่าเศรษฐกิจครัวเรือนของแรงงานโดยเฉพาะการบริหารการเงินส่วนบุคคล มีผลโดยตรงต่อผลิตภาพของแรงงาน ดังนั้นจึงได้ร่วมกับมูลนิธิซิตี้และสถาบันคีนันแห่งเอเชียพัฒนาวิธีสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ เทรนนิ่ง ด้วย “แอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงิน” ที่มีทั้งชุดความรู้ทางการเงินและเกมออนไลน์ สอดคล้องกับพฤติกรรมแรงงานยุคใหม่ พร้อมมีแผนที่จะบรรจุหลักสูตรฝึกอบรมการบริหารการเงินให้กลุ่มแรงงาน โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นผู้รับผิดชอบ
 
กลุ่มแรงงานในและนอกระบบทั่วประเทศ มีประมาณ 38.4 ล้านคน มีความรู้ทางการเงินอยู่ในระดับกลางและต่ำถึงร้อยละ 83 นอกจากนี้กลุ่มแรงงานยุคใหม่ที่มีอายุระหว่าง 25 - 35 ปี มีอัตราการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ทำให้แรงงานยังประสบปัญหาด้านการชำระหนี้ ถึงแม้ว่าแรงงานจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับกลุ่มเกษตรกร
 
กระทรวงฯ คาดหวังว่า แอพฯ นี้จะช่วยเพิ่มความรู้และทักษะด้านการเงินที่กลุ่มแรงงานยุคใหม่สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังพฤติกรรมการบริหารจัดการการเงินที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป” รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว
 
 
ก.แรงงานหารือ ก.พ.พัฒนาแบบทดสอบเข้ารับราชการ
 
หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล รองเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) พร้อมคณะ ได้ประชุมเพื่อหารือ เรื่อง "การบูรณาการใช้แบบทดสอบความพร้อม ทางอาชีพ สำหรับบุคคลที่มีความประสงค์จะเข้ารับราชการ" หม่อมหลวงปุณฑริก กล่าวว่า ควรจัดให้มีหลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษเชิงบังคับให้แก่ข้าราชการ โดยอาจจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ เพื่อการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง และสำหรับการประเมินเพื่อรับทุนการศึกษาต่อจากรัฐบาล ควรจะมีการปรับใหม่โดยนอกจากเรื่องภาษาอังกฤษแล้ว ต้องมีการทดสอบความถนัดทางอาชีพด้วย และควรมีการ จัดโครงการให้นักเรียนทุนรัฐบาลได้ทำงานระหว่างที่กำลังศึกษาต่อ เพื่อให้มีรายได้พิเศษ รวมทั้งควรปรับระบบค่าตอบแทนของข้าราชการให้เหมาะสมขึ้น เพื่อดึงดูดให้นักเรียนทุนกลับมาทำงานราชการไปจนเกษียณอายุราชการ
 
ทั้งนี้ การทดสอบความพร้อมทางอาชีพ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลทั่วไปที่จะสมัครเข้ารับราชการ (การสอบ ภาค ก ของสำนักงาน ก.พ.) โดยจะใช้ประกอบในการพิจารณาดูบุคลิกภาพที่โดดเด่น ความมีตัวตนของตนเอง และการมีใจรักในอาชีพข้าราชการ กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาล จะใช้พิจารณาประกอบความสอดคล้องกับการเลือกแผนการศึกษาในต่างประเทศ และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่รับข้าราชการแล้ว เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับการปรับตำแหน่ง ได้แก่ การขอย้าย โอน เลื่อน หรือเปลี่ยนตำแหน่ง โดยทางกระทรวงแรงงานยินดีให้ความร่วมมือ ซึ่งอาจมีการปรับใช้แบบทดสอบที่มีอยู่แล้ว และพิจารณาจัดทำเพิ่มสำหรับกลุ่ม ผู้ใช้บริการมีความประสงค์จะเข้ารับราชการในโอกาสต่อไป
 
 
"พล.อ.ประวิตร" ย้ำไม่ขยายจดทะเบียนต่างด้าวรายใหม่เพิ่ม กำชับดำเนินคดีผู้ลักลอบ
 
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ที่กระทรวงแรงงานโดยที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบตามที่กรมการจัดหางาน ในฐานะฝ่ายเลขาฯ เสนอมาตรการดำเนินการหลังสิ้นสุดการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อำนวยความสะดวกการตรวจสัญชาติ เร่งรัดการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายตามMOUและบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานอย่างเป็นระบบ เห็นชอบยุทธศาสตร์บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560 - 2565 ใน 5 ด้าน
 
คือ 1) การจัดระบบแรงงานเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวโดยให้ขึ้นอยู่กับความต้องการแรงงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ 2) การควบคุม กำกับ ดูแลกระบวนการเข้ามาระหว่างการทำงาน และกลับออกไปของแรงงานต่างด้าว 3) การกำหนดมาตรฐานการจ้างงานแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล 4) การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพ และ5) การติดตามประเมินผล
 
พลเอก ประวิตร กล่าวอีกว่า หลักการสำคัญเราต้องควบคุมแรงงานต่างด้าวให้ได้ในทุกเรื่อง ซึ่งการควบคุมจะใช้เจ้าหน้าที่อย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องใช้ระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด การวางยุทธศาสตร์ 5 ปี ในอนาคตเพื่อการปฏิรูปการจัดหางานแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงานต้องพิจารณาวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยต้องเปรียบเทียบว่าปัจจุบันใช้แรงงานต่างด้าวอยู่เท่าไหร่ และอีก 5 ปีข้างหน้าต้องใช้อีกเท่าไหร่ และคำนึงถึงงานที่เราจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ รวมถึงการพิจารณาการมีงานทำของคนไทยด้วย
 
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ครอบคลุมตามแนวทางที่ กนร. เห็นชอบ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และแนวทางการบริหารจัดการตามที่ กนร.เห็นชอบการดำเนินการกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เคยทำงานอยู่ในประเทศไทยไม่ได้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรายใหม่ ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินคดีกับนายจ้างผู้นำพาแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงาน
 
“เรื่องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์รัฐบาลพยายามได้ทำงานเต็มที่ ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก และประเทศมหาอำนาจก็ได้ชื่นชมประเทศไทยว่าทำงานอย่างจริงจัง แต่ยังทำได้ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นตามที่ต้องการ โดยต้องทำให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น” พลเอก ประวิตร กล่าว
 
ขณะที่ พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพ ขณะนี้กระทรวงแรงงานมีแผนการจัดตั้งสำนักงานแรงงานไทยในสหภาพเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งเป็นความต้องการของเอกอัครราชทูตทั้งสองประเทศด้วย เดิมบทบาทของสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศจะดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ โดยจะเพิ่มบทบาทอื่นด้วย อาทิ ความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศต้นทาง การดูแลแรงงานต่างด้าวและครอบคลุมไปถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะฝีมือให้ประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งการเปิดสำนักงานแรงงานทั้งสองแห่งจะไม่กระทบกับงบประมาณ โดยจะปิดสำนักงานแรงงานในประเทศบรูไนและประเทศลิเบีย เนื่องจากมีภาระงานที่น้อยลง
 
 
กสทช.ปรับเพิ่มบัญชีเงินเดือน 'ผู้บริหาร-พนง.' รองเลขาฯ เริ่ม 150,000-250,000 บาท
 
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศเผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 ที่ลงนามโดย พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งได้ให้ยกเลิกบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของพนักงานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
 
กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) แนบท้ายระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 และให้บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของพนักงานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้แทน เว้นแต่บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูง ของรองเลขาธิการ (ระดับ บ1) ให้ใช้บังคับตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 ต่อไป จนกว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ส่วนพนักงานที่ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นสูงหรือเกินกว่าอัตราขั้นสูงของบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของพนักงานกสทช.แนบท้ายระเบียบฉบับนี้อยู่ก่อนแล้ว ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่ได้รับอยู่เดิมต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับบัญชีเงินเดือนแนบท้ายที่ประกาศมีการปรับเพดานเงินเดือนขั้นต่ำ-สูง ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับบัญชีเงินเดือนเดิม เช่นตำแหน่ง รองเลขาธิการ (ระดับ บ1) ขั้นต่ำ-สูง 150,000-250,000 บาท อัตราเดิม 130,000 -220,000 บาท ผู้อำนวยการสำนัก (ระดับ บ2) 84,500 – 180,000 บาท อัตราเดิม 80,000- 170,000 บาท
 
ผู้อำนวยการส่วน (ระดับ บ3) 54,000 -130,000 บาท อัตราเดิม 50,000 – 120,000 บาท พนักงานปฏิบัติการระดับต้น (ระดับ ก3) 20,000 -40,000 บาท อัตราเดิม 12,000 – 40,000 บาท พนักงานปฏิบัติการระดับสูง (ระดับ ก1) 38,500- 100,000 บาท อัตราเดิม 38,000 -100,000 บาท เป็นต้น
 
 
ทร.เปิดอบรมฝึกอาชีพทหาร หลังปลดประจำการ
 
เมื่อวันที่ 17 ต.ค.59 พล.ร.ต.เสรีภาพ สุขเจริญ รองผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นประธานเปิดฝึกอบรมอาชีพให้แก่ทหารกองประจำการ รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยมี ผู้แทนจากฐานทัพเรือสัตหีบ ผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ข้าราชการ ทหาร ตลอดจนผู้แทนจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมเจ้าท่า และสมาคมเจ้าของเรือไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนโครงการฯ เข้าร่วมพิธี ณ สโมสรสัญญาบัตร ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
 
ตามอนุมัติกองทัพเรือ ให้มีการฝึกอบรมอาชีพให้แก่ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ในวิชาชีพสาขาต่างๆ ให้แก่ทหารกองประจำการของกองทัพเรือ จำนวน 4 รุ่น เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพหลังปลดประจำการไปแล้ว กองทัพเรือ โดยคณะกรรมการพัฒนาอาชีพทหารกองประจำการกองทัพเรือ จึงร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการฝึกอบรมอาชีพให้แก่ทหารกองประจำการ รุ่นที่ 1 ประจำปี 2560 มีทหารกองประจำการจากหน่วยต่างๆ เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 หลักสูตร รวม 71 นาย ประกอบด้วย หลักสูตรอาชีพช่างทั่วไป จำนวน 2 หลักสูตร มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 50 นาย และหลักสูตรกำลังพลประจำเรือพาณิชย์ จำนวน 2 หลักสูตร มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม 21 นาย
 
พล.ร.ต.เสรีภาพ กล่าวว่า การฝึกอาชีพให้แก่ทหารกองประจำการ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของกองทัพเรือ ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ที่จะร่วมกันพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความชำนาญ และมีทักษะในวิชาชีพ เพื่อสร้างโอกาสการมีงานทำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ทหารกองประจำการหลังปลดประจำการไปแล้ว อันจะเห็นได้ว่าจากสภาวะปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ขาดแคลนรายได้ เนื่องจากประสบปัญหาการว่างงานเป็นจำนวนมาก ทหารที่กำลังปลดประจำการออกไป ควรได้รับการฝึกอาชีพเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ สร้างเสริมรายได้แก่ตนเองและครอบครัว ให้สามารถต่อสู้กับปัญหาและสภาวะต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสภาพการดำรงชีวิ
 
 
ผู้ประกอบการ หนุนปั้นบุคลากรสายวิชาชีพอาชีวะรองรับการเติบโตของอุตฯอ้อยและน้ำตาลทราย
 
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด หรือ TSMC เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากการลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่อีกทั้งมีการย้ายและขยายกำลังการผลิตโรงงาน และลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการบุคลากรด้านวิชาชีพสายช่างเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว เช่น สาขาซ่อมบำรุงเครื่องกล สาขาเครื่องมือการเกษตร และเทคโนโลยีการจัดการเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น
 
ดังนั้น ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ดำเนินโครงการทวิภาคีระดับอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นโปรแกรมการศึกษาสายอาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. ในรูปแบบการศึกษาทวิภาคี ประกอบด้วย การฝึกอาชีพในสถานประกอบการ และการเรียนในภาคทฤษฏี เพื่อพัฒนาวิชาชีพนักศึกษาระดับอาชีวะให้มีทักษะการทำงานในโรงงานน้ำตาล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงานให้แก่สถาบันการศึกษา และการพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพนักศึกษาและครูผู้สอน และพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ รวมทั้งสร้างบุคลากรด้านแรงงานในสายวิชาชีพ ป้อนภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องที่มีความต้องการแรงงานสายวิชาชีพเป็นจำนวนมาก
 
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และด้านเทคโนโลยีกับสถาบันการศึกษา อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกอาชีพ ตลอดจนเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ามาฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ซึ่งจะทำให้นักศึกษามีความความเชี่ยวชาญในสายอาชีพจากการเรียนรู้ปฏิบัติงานในสถานที่จริง โดยนักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรจากโครงการนี้ จะได้รับใบรับรองผ่านการปฏิบัติงานจากกลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย พร้อมทั้งมีโอกาสที่จะก้าวสู่การเป็นบุคลากรสายอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่อไป
 
“อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายได้ตระหนักถึงความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนักศึกษาสายอาชีวะ เนื่องจากผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องมีความต้องการบุคลากรเหล่านี้เป็นจำนวนมาก เราจึงพร้อมสนับสนุนและร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา พัฒนาบุคลากรด้านแรงงานสายวิชาชีพให้มีคุณภาพ มีความรู้ความเข้าใจในสายวิชาชีพเพื่อป้อนบุคลากรให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายลงทุนของผู้ประกอบการในอนาคต"นายสิริวุทธิ์ กล่าว
 
 
รองนายกให้โรงงานสิ่งทอเร่งผลิต-ห้างค้าปลีกคุมราคา แก้ปัญหาเสื้อดำแพง
 
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีประชุมร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ผู้ประกอบการย้อมผ้า รวมถึงห้างค้าปลีกสมัยใหม่ต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการเสื้อผ้าสีดำจำนวนมาก โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเสื้อผ้าสีดำ ผ้าดำให้เพิ่มการผลิต และจำหน่ายให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนโดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเสื้อสีดำมีปัญหาขาดตลาดเนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ จึงส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยตั้งแต่สัปดาห์นี้จะมีเสื้อดำจำหน่ายเพียงพอต่อประชาชนอย่างแน่นอน
นอกจากนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยรัฐบาลจะจัดโครงการ "เทใจถวายอาลัยแด่พระเจ้าอยู่หัว" โดยจะนำเสื้อสัดำมาขายในราคาถูกพร้อมกันในห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 ต.ค.นี้เป็นต้นไป
 
ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการสิ่งทอ และผลิตผ้าผืน จะทำริบบิ้นสีดำเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนฟรี เพื่อร่วมถวายความอาลัย และอยากขอ ความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆให้ลด หรือคงราคาจำหน่ายเสื้อดำแบบเดิมไว้ อย่าเอาเปรียบประชาชน
 
นายบัณฑิต พงศาโรจนวิทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย ยืนยันว่า ต้นทุนผ้าดิบไม่มีการปรับราคาและมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิต ขณะสมาชิกในสมาคมประมาณ100 โรงมีการเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มร้อยละ 10 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ
 
นายถาวร กนกวลีวงศ์ นายกสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย ระบุว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ความต้องการเครื่องแต่งกายสีดำเพิ่ม 10 เท่า จึงทำให้สินค้าขาดแคลนในบางพื้นที่ ประกอบกับเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จึงไม่สามารถกระจายสินค้าได้ทันพร้อมยืนยันว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะสามารถจำหน่ายเสื้อดำรวมไปถึง เสื้อสีเทา เสื้อสีขาวได้ตามปกติ
 
ขณะที่ห้างค้าปลีกเทสโก้โลตัสและบิ้กซี ระบุว่า ราคาจำหน่ายเสื้อสีดำ เสื้อยืดคอกลมเริ่มต้นราคา 89 บาท ส่วนเสื้อโปโลเริ่มต้น 179 บาท เสื้อเชิ้ตสีดำราคา 239 บาท สำหรับราคาขายปลีกเครื่องแต่งกายสีดำที่มีราคาขายสูงกว่าความเป็นจริง ภาคเอกชนเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาปลายทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ค้ารายย่อยขึ้นราคา สำหรับผู้ที่ขายเกินราคา ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาทหรือทั้งจำ-ปรับ
 
 
แจ้งแรงงานไทยที่อยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมายสมัครใจเดินทางกลับภายในสิ้นปีนี้
 
กรมการจัดหางาน ประกาศแจ้งแรงงานไทยที่พำนักอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย ให้แจ้งการเดินทางออกนอกประเทศด้วยความสมัครใจภายในเดือนธันวาคม 2559 นี้ ผู้ที่สมัครใจเดินทางกลับประเทศจะได้รับสิทธิลดหย่อนการห้ามเข้าประเทศ ซึ่งผู้เสียหายที่เคยถูกปฏิเสธห้ามเข้าเมืองเนื่องจากพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในระยะเวลาก่อนหน้า ก็สามารถได้รับสิทธิตามข้อยกเว้นนี้ด้วยเช่นกัน
 
นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐเกาหลีแจ้งประกาศเชิญชวนให้ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย แจ้งการเดินทางออกนอกประเทศด้วยความสมัครใจตามโครงการเดินทางออกโดยสมัครใจ ซึ่งได้ขยายระยะเวลาต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2559 นี้ โดยมีขั้นตอนคือ ผู้ที่สมัครใจเดินทางเตรียมหนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งาน และ ตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศของตน โดยเดินทางไปแจ้งด้วยตนเองที่สำนักงานด่านตรวจคนเข้าเมืองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการแจ้ง ซึ่งผู้ที่เดินทางออกด้วยความสมัครใจตามโครงการดังกล่าวจะได้รับสิทธิลดหย่อนการห้ามเข้าประเทศซึ่งผู้เสียหายที่เคยถูกปฏิเสธห้ามเข้าเมืองเนื่องจากพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในระยะเวลาก่อนหน้าก็สามารถได้รับสิทธิตามข้อยกเว้นนี้ด้วยเช่นกัน
 
กรมการจัดหางานขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่พำนักอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีทราบหรือประชาชนที่มีญาติอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีแจ้งให้ญาติรับทราบ เนื่องจากหากพ้นระยะเวลาที่กำหนดอาจถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายและถูกเนรเทศ รวมทั้งถูกขึ้นบัญชีห้ามเข้าประเทศอีกด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร.02-245-6708-9 ในวันและเวลาราชการ หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
 
 
ครม.เห็นชอบปรับเพดานเงินเดือน ขรก. ขีดเส้นให้ย้ายข้ามห้วยได้เงินเดือนเท่าเดิม
 
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.)พิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 เป็นต้นไป เนื่องจากมีข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 45,380 คน ร้องเรียนความเป็นธรรมถึงการได้รับเงินเดือนถึงอัตราเงินเดือนขั้นสูงหรือเรียกว่าเงินเดือนตัน จึงเห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงที่ได้รับแต่งตั้ง โดยมีการแบ่งเป็นประเภทของข้าราชการพลเรือน 4 ประเภท คือ 1.ผู้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ได้รับเงินเดือนถึงอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดหรือเงินเดือนตัน ให้ได้รับเงินเดือนในระดับถัดไปของแต่ละประเภทตำแหน่ง 2.ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างประเทศ ต่างสายงานหรือต่างระดับ และเงินเดือนที่ได้รับสูงกว่าเงินเดือนขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราเดิม 3.กรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส และระดับประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ เมื่อได้รับเงินเดือนถึงอัตราเงินเดือนสูงสุดที่กพ.กำหนดแล้ว ให้ได้รับเงินเดือนโดยคำนวณจากฐานในการคำนวณระดับบน 2 และ 4.เป็นผู้ที่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือค่าจ้างขั้นสูง หรือใกล้ถึงขั้นสูง ให้นำค่าตอบแทนมารวมเป็นเงินเดือน และให้ได้รับเงินเดือนในอัตราใหม่
 
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเห็นชอบดังกล่าว เพื่อให้มีการข้ามแท่นหรือข้าห้วยได้ แต่ให้มีเงินเดือนเท่าเดิม และมีแนวทางในการรับเงินเดือนที่สูงขึ้นในวันข้างหน้า เพื่อให้กลุ่มที่ตามมาข้างหลังมีแนวทางการเจริญเติบโต ทั้งให้การลื่นไหลของข้าราชการสะดวกมากยิ่งขึ้น และเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน
 
 
กระทรวงแรงงานเตรียมทำริบบิ้น 9.9 ล้านชิ้น
 
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2559 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.ได้ให้หน่วยงานในสังกัดจัดเจ้าหน้าที่ออกหน่วยบริการประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงนามแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ท้องสนามหลวง โดยจะมีการแจกยาสามัญประจำบ้าน ของใช้ที่จำเป็น อาทิ ยาดม ยาหม่อง ผ้าเย็น และกระดาษทิชชู เป็นต้น
 
ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดทำริบบิ้นเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัยฯ ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน เพื่อใช้ติดขัดในการแต่งกายไว้ทุกข์ของประชาชน โดยเบื้องต้นได้จัดทำจำนวน 9,999,999 ชิ้น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะให้ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดและสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค นำไปมอบผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้นำไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ สำหรับส่วนกลางจะประสานไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เข้าร่วมลงนามแสดงความอาลัยฯ
 
ทั้งนี้ ประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงนามแสดงความอาลัยฯ สามารถติดต่อขอรับบริการดังกล่าวได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่บูทของกระทรวงแรงงาน บริเวณสนามหลวง (ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 
 
"จัดหางาน" ย้ำนายจ้างที่นำคนต่างด้าวมาทำงานด้วยตนเอง ต้องวางหลักประกันให้ลูกจ้าง
 
นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า นายจ้างที่ประสงค์จะนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศด้วยตนเอง สามารถดำเนินการได้โดย 1) เมื่อนายจ้างรับบัญชีรายชื่อ (Name List) จากประเทศต้นทางแล้ว ให้ยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ โดยเสียค่ายื่นคำขอและค่าใบอนุญาตทำงาน 1,000 บาท/คน/ปี 2) นายจ้างจะต้องวางหลักประกันเป็นเงินสด หรือพันธบัตรของรัฐบาลไทย หรือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ณ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน โดยนายจ้างที่นำคนต่างด้าวมาทำงานด้วยตนเองในจำนวนไม่เกิน 99 คน วางหลักประกัน 1,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หากนำคนต่างด้าวมาทำงานตั้งแต่ 100 คน ขึ้นไป วางหลักประกัน 100,000 บาท
 
และ 3) สำนักงานจัดหางานจังหวัด/สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ รวบรวมเอกสารที่นายจ้างยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวส่งให้กับสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวเพื่อพิจารณาตรวจสอบและแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศต้นทาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาตรวจลงตราให้กับคนต่างด้าว 4) นายจ้างนำบัญชีรายชื่อ (Name List) ไปแจ้งนัดศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง โดยสัญชาติ กัมพูชาติดต่อที่ศูนย์ฯจังหวัดสระแก้ว สัญชาติลาวติดต่อที่ศูนย์ฯจังหวัดหนองคาย และสัญชาติเมียนมาติดต่อที่ศูนย์ฯจังหวัดตาก เพื่อนำคนต่างด้าวมาอบรมก่อนที่จะเดินทางไปทำงานกับนายจ้าง
 
ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างทราบ โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน โทร 0-2354-1721 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร 1694
 
 
กระทรวงแรงงาน ออกหนังสือขอความร่วมมือสถานประกอบการพิจารณาให้ลูกจ้างลามาแสดงความอาลัย โดยไม่ถือเป็นวันลา
 
หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงานบอกว่าในที่ประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวัฒนธรรม ในการจัดเต็นท์บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อดูแลประชาชน ที่เดินทางมาร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และลงนามเพื่อแสดงความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวังโดยในส่วนของกระทรวงแรงงานจะดูในเรื่องของการจัดที่นั่งพัก น้ำดื่ม ของว่าง รวมถึงชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย ซึ่งในวันนี้เริ่มดำเนินการแล้วที่ท้องสนามหลวงนอกจากนี้พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมลงนามในหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการ พิจารณาให้แรงงานที่ขอลาเพื่อมาลงนามแสดงความอาลัย โดยไม่ถือเป็นวันลาตามความเหมาะสม รวมทั้งจัดให้มีจุดลงนามในสถานประกอบการและร่วมทำบุญภายในสถานประกอบการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
 
 
ญี่ปุ่นแนะไทยเพิ่มโรงงานอุตสาหกรรมให้มากขึ้นในพิษณุโลกและขอนแก่น
 
19 ต.ค. 2559 นาย Shiro Sadoshima เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนาย Takehiro Yasumi ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4 ขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เข้าเยี่ยมคารวะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญดังนี้
 
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นกล่าวแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมหารือกับรองนายกรัฐมนตรีถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่นที่จะต้องดำเนินต่อไป ทั้งความร่วมมือในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) และความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
 
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4 ขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้กล่าวรายงาน ผลการศึกษาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก โดยระบุว่า เส้นทางถนนในไทยมีการพัฒนาดีอยู่แล้ว แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยยังมีปริมาณน้อยอยู่เนื่องจากยังมีโรงงานอุตสาหกรรมน้อย JICA จึงเสนอแนะให้ไทยเพิ่มโรงงานอุตสาหกรรมให้มากขึ้นในจังหวัดพิษณุโลกและขอนแก่น สำหรับในสปป.ลาว เวียดนาม เมียนมา แม้จะมีความต้องการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้นแต่เส้นทางถนนและการอำนวยความสะดวกบริเวณจุดผ่านแดนยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
 
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุผลสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกคือ ต้องการให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย ไปสู่เมียนมา รองนายกรัฐมนตรีเห็นว่า อันดับแรก JICA ควรร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนาม ลาว และเมียนมา ในการพัฒนาเส้นทางถนนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับไทย ส่วนการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในจังหวัดพิษณุโลกและขอนแก่นจึงเป็นเรื่องรองลงมา ซึ่งทาง JICA ยินดีรับไปพิจารณา
 
 
แรงงานเมียนมาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สร้างองค์เจดีย์ถวาย คาดใช้งบถึง 30 ล้านบาท
 
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์พระเจดีย์ไทย-เมียนมา ที่แรงงานชาวเมียนมา ได้ร่วมแรงร่วมใจร่วมทุนทรัพย์ ก่อสร้างขึ้นมาในพื้นที่ของวัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่กลางปี 2557 เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทำให้ชาวเมียนมาได้เข้ามาอาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร แต่ในขณะนี้การก่อสร้างเดินหน้าไปได้เพียงร้อยละ 90 พระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน สร้างความเสียใจให้แก่แรงงานชาวเมียนมาอย่างหาที่สุดมิได้
 
โดยนายชิง โค ประธานในการจัดสร้างพระเจดีย์ไทย-เมียนมา กล่าวว่าเมื่อทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ก็รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ โดยพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นมานั้น ตั้งใจจะถวายแด่พระองค์ท่าน แต่เมื่อพระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว ก็ยืนยันเจตนารมย์ที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ สมบูรณ์ สวยงาม เพื่อเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่จะแสดงออกถึงความจงรักภักดีถวายแด่พระองค์ท่าน โดยขณะนี้เหลือในส่วนของรายละเอียดที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปที่สร้างจากหินขาว รวมถึงยอดพระเจดีย์ 9 องค์ ที่สั่งมาจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุรวมถึงเพชรนิลจินดา ที่ได้รับการบริจาคจากแรงงานชาวเมียนมาทั่วประเทศ รวมถึงคนไทยที่มีจิตศรัทธา
 
ทั้งนี้พระเจดีย์ไทย-เมียนมาที่กำลังก่อสร้างนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับองค์พระเจดีย์ชเวดากองของเมียนมา โดยได้มีการคัดลอกแบบ รวมถึงวัสดุที่จำเป็นส่วนใหญ่ก็จะสั่งมาจากเมียนมาเป็นหลัก เพื่อให้เป็นศูนย์กลางจิตใจของแรงงานชาวเมียนมา และให้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ชาวเมียนมาได้มาอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย โดยคาดว่าองค์พระเจดีย์จะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดประมาณเดือนมีนาคม 2560 ในขณะนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างแล้วกว่า 20 ล้านบาท และเมื่อแล้วเสร็จ คาดว่าจะใช้งบประมาณในการสร้างไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท
 
 
เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5-10 บาทใน 69 จังหวัด
 
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดค่าจ้างในวันนี้ มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2560 โดยจะขึ้นอีกระหว่าง 5-10 บาท โดยผลสรุปที่พิจารณาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ไม่ปรับค่าจ้างเลย มี 8 จังหวัด 2.ปรับขึ้น 5 บาท มี 49 จังหวัด 3.ขึ้น 8 บาท มี 13 จังหวัด และ 4.ขึ้น 10 บาท มี 7 จังหวัด ซึ่งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2560 เป็นต้นไป
 
ประธานบอร์ดค่าจ้าง กล่าวกล่าวยืนยันว่า การปรับค่าข้างในครั้งนี้ยึดหลักตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และการนำ 10 ปัจจัย คือ ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาการผลิต ความสามารถในการผลิต มาตรฐานการครองชีพ ราคาสินค้าและบริการ ความสามารถธุรกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับประเทศ และสภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงศึกษาให้เทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยนำมาเข้าสูตรคำนวณใหม่ จึงได้ผลลัพธ์ตามที่มีมติออกมา
 
ส่วนขั้นตอนต่อไปจะสรุปผลการประชุมส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาลงนาม และส่งเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วที่สุด รายละเอียด 4 กลุ่ม ประกอบด้วย
 
1.กลุ่มที่ไม่ปรับค่าจ้างเลย มี 8 จังหวัด คือ สิงห์บุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
 
2.ขึ้น 5 บาท มี 49 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี พัทลุง สตูล กำแพงเพชร พิจิตร แพร่ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคราม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ ชัยนาท ลพบุรี นครนายก สระแก้ว ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม จันทบุรี ตราด ลำพูน พะเยา สุโขทัย อุตรดิตถ์ บึงกาฬ นครพนม อุบลราชธานี อ่างทอง เลย หนองบัวลำภู มุกดาหาร ยโสธร เชียงราย พิษณุโลก อุดรธานี ชัยภูมิ ศรีสะเกษ นครสวรรค์ และหนองคาย
 
3.ขึ้น 8 บาท มี 13 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี สงขลา เชียงใหม่ สระแก้ว ฉะเชิงเทรา กระบี่ พังงา และพระนครศรีอยุธยา 
 
4.ขึ้น 10 บาท มี 7 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต
 
 
 

แสดงความคิดเห็น

 
Top