0
ข้อควรพิจารณาก่อนโกรธและลงมือ: ผู้ป่วยจิตเภทกับคดี 112

Posted: 17 Oct 2016 12:43 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2559 เวลาประมาณ 18.00 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Mai K. Phakaporn โพสต์คลิปยาว 3 นาที พร้อมข้อความว่า “ดราม่าบนรถเมล์ค่ะ ป้าแกนั่งด่าพ่อหลวงและพระองค์อื่นๆ ตลอดทาง พี่ๆ เขาคงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ” โดยคลิปดังกล่าวปรากฏภาพหญิงสูงวัยใส่เสื้อฟ้าโดนประชาชนบนรถเมล์รุมด่าและไล่ลงจากรถเมล์ ขณะที่ตำรวจจราจรขึ้นมาห้ามปรามและนำตัวไป เมื่อตำรวจถามคนบนรถเมล์ว่ามีหลักฐานหรือไม่ คนบนรถเมล์กล่าวว่า “ถ่ายไม่ติด ไม่รู้เป็นอะไร” จากนั้นเมื่อป้าคนดังกล่าวเดินลงจากรถเมล์ขณะที่กำลังหัวเราะ มีผู้หญิงใส่เสื้อสีดำวิ่งเข้ามาตบปากป้าคนดังกล่าวอย่างแรง พร้อมด่าทอเธอ “มันด่าหมดเลย มันด่ามาตั้งแต่เยาวราชแล้ว” และเธอยืนยันว่าเธอฟังอยู่ตลอด ตำรวจจราจรและเจ้าหน้าที่ทหารที่รักษาความปลอดภัยสถานที่ในบริเวณดังกล่าวไม่ทันได้ห้ามปราม หลังจากปล่อยให้มีการโต้เถียงกันพักหนึ่ง ป้าคนดังกล่าวได้เดินผละจากไปทางอื่น โดยมีหญิงที่ตบปากวิ่งตามไป เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่บริเวณนั้นจึงเดินตามไป ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเรื่องราวนี้จบลงเช่นไร เพราะผู้ถ่ายคลิปอยู่บนรถเมล์ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวออกมา

คลิปดังกล่าวถูกแชร์และได้รับชมเยอะมากในเวลาอันรวดเร็ว ผ่านไป 7 ชม. มียอดผู้ชมคลิป 2.3 ล้าน มีผู้ like ประมาณ 55,000 มีผู้ share ประมาณ 82,000 โดยผู้คอมเม้นต์โดยส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วย สะใจ กับการกระทำดังกล่าว มีจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าการตบปากเพียง 1 ครั้งนั้นเป็นการลงโทษที่น้อยเกินไป ส่วนมีผู้ไม่เห็นด้วยหรือแสดงความเห็นใจป้าคนดังกล่าวก็มีปรากฏเช่นกันแต่ด้วยสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก


หลังการแพร่ของคลิปนี้ไม่นาน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตนักวิชาการที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศได้ตั้งข้อสังเกตว่าคนที่จะกระทำการเช่นนั้นในที่สาธารณะได้น่าจะต้องมีอาการทางจิตเวช จากนั้นเขาได้รวบรวมข้อความของคนใกล้ชิดหรือคนในเหตุการณ์ที่คอมเม้นท์ในเรื่องที่เกิดขึ้นมา 3 ชิ้น ประกอบด้วย

“คือแกสติไม่ดี กูขึ้นคันเดียวกับแก แกพูดคนเดียวแต่เหมือนคุยกับใครอีกคน แล้วก็หัวเราะ (ดังมากๆ) บางครั้งมึงต้องดูอาการคนด้วยว่าแกปรกติหรือเปล่า กูยืนอยู่ใกล้ๆ เบาะที่แกนั่งน่าจะซัก 20 นาทีได้ แกพูดหัวเราะตลอดทางก่อนกูจะลง”

“เห้ย คือ สงสารอ่ะ คือ วันนี้เจอแกบนรถเมล์ ขากลับจากสนามหลวง คือ แก เป็นคนเสียสติอ่ะ เรานั่งฟังแกมาตลอดทาง แกพูดไม่รู้เรื่องเลย ด่าเองคนเดียว พูดเองคนเดียว หัวเราะคนเดียว คือ แกเสียสติเต็มขั้นนะ เราพยายามฟังแกหลายรอบ แต่เราฟังไม่รู้ว่าแกพูดอะไรบ้าง แกนั่งรถเมล์วนไปกลับสนามหลวง เราลงก่อน แกพูดคนเดียวตลอดชั่วโมงกว่าที่เราอยู่บนรถเลย สงสารแกนะ”

“ทุกคนครับ ช่วยอ่านคอมเม้นต์นี้นิดนึง คือ ป้าแกเค้าสติไม่สมประกอบ เค้าทานข้าวที่ร้านแถวบ้านก้อพูดคนเดียวเสียงดัง เค้ามีอาการทางประสาทป่วยทางจิตครับ บ้านป้าเค้าอยู่หลังถนนหลวง ซอยด้านหลังวัดพลับพลาชัย ลองไปถามหาดูคนแถวนั้นรู้จักแกดีว่าแกเสียสติ คนปกติสมประกอบคงไม่มีใครกล้าที่จะหมิ่นพระบรมฯ ในที่สาธารณะแบบนั้นแน่นอนครับ ผมอยากให้ทุกคนถ้าเจอแก อย่าไปทำร้ายแกเลย ควรติดต่อไปที่บ้านเค้าเพื่อให้ญาติเค้าตักเตือนครับ ถ้าเอาผิดเค้า เค้าก็คงไม่มีสติที่จะสำนึกคิดได้ ก่อนหน้านี้เค้าจะพูดแต่เรื่องธุรกิจของเขาที่ล้มละลายจนกลายเป็นคนบ้าอยู่แบบนี้ อยู่คนเดียวเจอทีไรก็พูดเรื่องเดิมๆ แต่มาเห็นในคลิปแล้ว แกดันมาพูดด้วยถ้อยคำหมิ่นในหลวงขนาดนี้ได้ยังไงผมยังแปลกใจ เค้าเสียมามากครับชีวิตเค้าญาติพี่น้องก้อไม่ดูแลเลย ปล่อยเขาตะลอนไปไหนต่อไหนตามกลำพังเพียงคนเดียว สร้างปัญหามาโดยตลอดครับ อย่าพึ่งใจร้อนไปเอาผิดแกด้วยความรุนแรงเลยนะครับ ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านนะครับ”

นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กคอมเม้นท์ในที่อื่นอีกโดยระบุว่าป้าคนดังกล่าวฉี่บนรถเมล์


“แต่มีรุ่นน้องสมัยมัธยมบอกว่านั่งรถคันเดียวกับป้าละป้าด่าจริงค่ะ แต่แกฉี่บนรถด้วย”

- - - - - - - - - - -

กรณีของผู้ที่มีปัญหาจิตเภทและมีพฤติกรรมเช่นนี้ในที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผู้ที่ป่วยจิตเภท ถูกจับกุมและดำเนินคดีไม่น้อย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยข้อมูลว่า หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 นอกจากการจับกุมดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จะเพิ่มขึ้นมากแล้ว ยังปรากฏกรณีผู้ต้องหาที่เป็นผู้ป่วยมีอาการเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 อย่างน้อย 7 ราย

ยกตัวอย่างพฤติกรรมประหลาดที่พวกเขาทำ เช่น กรณีของประจักษ์ชัย เขาเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลและติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูเพื่อขอพบนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่บอกให้เขาเขียนบันทึกร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีที่ศูนย์บริการประชาชน เขาเขียนในบันทึกร้องเรียนทำนองว่า มาขอความร่วมมือสี่เหล่าทัพปลดบุคคลสำคัญของประเทศ “หวังว่าคงให้ความร่วมมือทั้ง 4 เหล่าทัพ ขอบคุณๆ” หลังเจ้าหน้าที่ได้อ่านข้อความ แน่นอน ประจักษ์ชัย ถูกตำรวจจับกุมไปยัง สน.ดุสิต เขาถูกคุมขังในเรือนจำในชั้นสอบสวนอยู่หลายเดือน จนสุดท้ายทนายสามารถช่วยให้ศาลสั่งส่งตัวเขาไปตรวจและรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชและได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดีได้ แพทย์ลงความเห็นว่าเขาป่วยจริง มีประวัติการณ์รักษาด้วย แต่ศาลเห็นว่าพอสู้คดีได้ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ฐิตินันท์ หญิงวัย 66 ปีป่วยเป็นไบโพลาร์ ท่ามกลางมวลชนที่ชุมนุมกันอยู่หน้าศาลรัฐธรรมนูญเพื่อฟังคำตัดสินทางการเมือง เธอเดินเข้าหาหัวแถวที่ชูรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ทำให้มันหล่นลงพื้นและกระทำการไม่เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยการเหยียบพระบรมฉายาลักษณ์ ท่ามกลางสายตานับร้อย และแน่นอนตำรวจต้องเร่งกันเธอออกจากมวลชนที่รุมล้อมด้วยความโกรธ ฐิตินันท์มีประวัติการรักษาตัวโดยตลอด ลูกๆ บอกว่าเธอชอบหนีออกจากบ้านไปข้างนอกเสมอๆ และไม่ยอมกินยาอย่างเคร่งครัด เธอถูกคุมขังในเรือนจำในชั้นสอบสวนจนอาการกำเริบ ป่วยหนักจนต้องให้ประกันตัวและส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาล ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปีแต่เนื่องจากไม่เคยทำผิดมาก่อนและป่วยจริงมีแพทย์รับรองจึงรอลงอาญา แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแก้คำพิพากษาให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา เธอต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำเมื่อเดือนมกราคม 2559 และในระหว่างนั้นก็แทบเอาชีวิตไม่รอด

ลูกชายของเธอให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากแม่ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง เขาไม่สามารถส่งยารักษาอาการไบโพลาร์เข้าเรือนจำให้แม่ได้ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำระบุว่ามีหมอที่คอยตรวจอาการและจ่ายยาอยู่แล้ว ต่อมาราวต้นเดือนเมษายน 2559 หมอจาก รพ.ราชทัณฑ์เรียกให้มาเยี่ยมแม่ด่วนในห้องไอซียู โดยระบุว่าแม่มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด

"ตอนนั้นทรุดเลย ไม่รู้แกจะรอดไหม แกไม่รู้สึกตัว แต่แล้วก็มีปาฏิหารย์ 2-3 วันแกอาการดีขึ้น ออกจากไอซียู แล้วรักษาตัวต่อในโรงพยาบาลราชทัณฑ์อีกเกือบ 2 เดือนถึงส่งกลับเรือนจำ" ลูกชายกล่าว

เหล่านี้เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยว่า ผู้ป่วยในลักษณะนี้มักกระทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกระทั่งเป็นความผิดอย่างยิ่งในสายตาของคนทั่วไป พวกเขากระทำการในที่สาธารณะแบบที่มนุษย์ผู้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนไม่มีทางกระทำ

จิตแพทย์รายหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนไว้ว่า บางทีความเข้าใจเกี่ยวกับ “คนบ้า” ในสังคมไทยอาจไม่ถูกต้องนัก คงคิดเพียงว่า ต้องพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่งตัวแปลกๆ ทาแป้งปะหน้าขาวๆ เพียงเท่านั้น

“คนที่มีอาการทางจิตแบบ Schizophrenia หรือจิตเภท เขารู้สึกตัวตลอดเวลา เขาพูดคุยได้เหมือนเรา เขารู้วันที่เวลา เขารู้สถานที่ มีความทรงจำ แต่เขาไม่รู้ความหมายของการกระทำ มันก็เข้าใจยากน่ะ คือมีคำว่า “สาระของการกระทำ” ที่ดูเป็นคำทางกฎหมาย คือผู้ป่วยไม่รู้ความหมายของการกระทำ เช่น เมื่อคนไข้คนหนึ่งด่าแม่ เขารู้ตัว รู้ว่าทำอะไร จำได้ด้วย แต่เขาไม่รู้ความหมายของการกระทำนั้น” จิตแพทย์กล่าว

แสดงความคิดเห็น

 
Top