0
'ครูน้อย' ปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก ยอมรับบริหารไม่ดีพอ
Posted: 15 May 2016 03:22 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
'ครูน้อย' ชี้เหตุปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก รับเหตุบริหารจัดการไม่ดีพอ ประกาศขายบ้าน 9 ล้านบาท นำเงินใช้หนี้ ไม่ได้ซื้อรถป้ายแดงให้ลูก ด้าน รมว.พัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่ช่วยเหลือหาครอบครัวดูแลต่อ มอบเงินช่วยเหลือ ส่วนรอง ผบ.ตร. เผยบัญชีบ้านครูน้อยมีหนี้ร่วม 8 แสนบาท พร้อมเชิญเจ้าหนี้มาประนอมหนี้ด้วย
 
 
ที่มาภาพประกอบ เฟซบุ๊ก สถานเลี้ยงเด็ก บ้านครูน้อย
 
15 พ.ค. 2559 ASTV ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่าพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. และนางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาชน ลงพื้นที่สถานรับเลี้ยงเด็ก “บ้านครูน้อย” ตั้งอยู่เลขที่ 319 ซอยราษฎร์บูรณะ 26 ถนนราษฎร์บูรณะ แขวง/เขตราษฎร์บูรณะ กทม.เพื่อช่วยเหลือครอบครัวเด็ก และเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการยุติการดำเนินกิจการรับเลี้ยงเด็กของ นางนวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย ซึ่งเป็นผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กดังกล่าว พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือ และของใช้เบื้องต้นให้แก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ
       
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ครูน้อยได้ขอจดทะเบียนเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กต่อกรมประชาสงเคราะห์ เมื่อปี 2542 โดยใช้บ้านของตนเองเป็นสถานที่ดำเนินการ แล้วใช้ชื่อว่า “สถานที่รับเลี้ยงเด็กบ้านครูน้อย” โดยรับเลี้ยงเด็กชาย และหญิงประเภทไป-กลับ แบบไม่เก็บค่าใช้จ่าย ปัจจุบัน บ้านครูน้อยไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่ยังให้การช่วยเหลือเด็กและครอบครัวด้วยการบริจาคต่อเนื่อง มีเจ้าหน้าที่ 7 คน คอยให้การดูแลเด็ก จำนวน 64 คน จาก 35 ครอบครัว ในจำนวนนี้ มีเด็กพิการอยู่ด้วย 8 คน
       
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ในวันนี้บ้านครูน้อยได้ยุติการดำเนินงาน ตนจึงมีความห่วงใยเลยลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเพื่อหาทางช่วยเหลือ ทั้งนี้ เด็กจะได้กลับไปอยู่กับทางครอบครัวของตนเอง โดยทาง พม.จะมีการพิจารณาเป็นครอบครัวไป หากครอบครัวใดไม่สามารถดูแลได้เราจะรับมาดูแลเอง ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเรื่องของเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งการยุติบทบาทสถานรับเลี้ยงเด็กดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนบ้าง เบื้องต้น ตนได้มอบเงินช่วยเหลือพร้อมให้กำลังใจครูน้อยจำนวนหนึ่ง (10,000 บาท) รวมถึงครอบครัวเด็กที่ได้รับผลกระทบ 35 ครอบครัวๆ ละ 2,000 บาท
       
ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้เงินในบัญชีของบ้านครูน้อยมีเพียง 400 บาท แต่มีหนี้สินที่กู้ยืมมากว่า 800,000 บาท เจ้าหนี้ 8 ราย หลังจากนี้ จะต้องตรวจสอบว่าหนี้สินจำนวนดังกล่าวมาจากเจ้าหนี้รายใดบ้าง โดยจะเชิญเจ้าหนี้ทั้งหมดมาพูดคุย เจรจา เพื่อหาตัวเลขยอดหนี้ที่ชัดเจน รวมทั้งตรวจสอบว่ายังมีหนี้สินอื่นๆ ที่อาจมีตกหล่นอีกหรือไม่ ก่อนดำเนินการเคลียร์หนี้สินทั้งหมด โดยเงินที่จะนำมาชดใช้ให้ครูน้อยนั้นตนเองจะเป็นเจ้าภาพรวบรวมมาจากจิตศรัทธาของผู้ประสงค์ให้การช่วยเหลือครูน้อย ส่วนจะดำเนินคดีต่อเจ้าหนี้นอกระบบรายต่างๆ หรือไม่ ต้องรอการเจรจาประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ก่อน อย่างไรก็ตาม การกู้เงินนอกระบบถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีการดำเนินการจับกุมมาโดยตลอด
       
ด้าน นางนวลน้อย กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก เนื่องจากตนไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินที่กู้ยืมมาเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่าย และค่าเทอมของเด็กในบ้านทั้ง 65 คน ยอมรับว่าปัญหาเกิดการบริหารจัดการของตนไม่ดีพอ นอกจากหนี้สินนอกระบบ ตนยังได้นำบ้านไปกู้ยืมเงินจากธนาคารอีกกว่าล้านบาท แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงเด็ก อยากให้คนที่มีเมตตารับไปดูแล ทั้งนี้ ขอแก้ข่าวที่ว่าตนนำเงินไปซื้อรถป้ายแดงให้ลูก นำไปซื้อที่ดิน ซึ่งไม่เป็นความจริง การบริหารจัดการบ้านของครูน้อย ไม่ได้ทำเป็นระบบ ก่อนหน้านี้ เคยมีผู้แนะนำเรื่องการจัดการบัญชี แต่ทำได้ไม่สะดวก เนื่องจากไม่คล่อง เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และตนไม่ได้อยู่ในเครือของ พม. หรือกรมประชาสงเคราะห์ ปัจจุบัน ตนอาศัยอยู่กับสามี ลูกก็มาอยู่ด้วยบ้างบางครั้ง
       
นางนวลน้อย กล่าวว่า สำหรับเด็กในความอุปการะมีอยู่ 65คน อายุระหว่าง 3 ขวบครึ่ง-17 ปี เด็กที่อยู่ที่นี่มีทั้งเด็กที่ประสบปัญหาครอบครัว เด็กกำพร้า การทำงานของครูต่างจากระบบราชการ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนอย่างต่ำ 180,000 บาท ขณะที่ยอดบริจาคสูงสุด 120,000 บาท โดยมีรายได้บางส่วนจากการขายของที่เหลือใช้ นอกนั้นเป็นการกู้หนี้ในระบบ และนอกระบบ หลังจากที่มีการปิดบ้านแล้วตนก็จะขายบ้าน (จำนองบ้านไว้ 1 ล้านกว่าบาท) โดยจะประกาศขายบ้าน 9 ล้านบาท และยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดบ้านอีก
       
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่ พล.ต.อ.อดุลย์ และ พล.ต.อ.พงศพัศ พูดคุย และให้กำลังใจครูน้อย และกลุ่มเด็กที่กำลังทำกิจกรรมร้อยลูกปัดอยู่นั้น ได้มีกลุ่มเด็กที่อยู่ในความดูแลของครูน้อยจำนวนหนึ่ง เดินมาร้องเพลง “คำสัญญา” พร้อมนำพวงดอกมะลิมามอบให้แก่ครูน้อย ทำให้ครูผู้ใจบุญรายนี้หลั่งน้ำตาออกมา ก่อนจะลูบศีรษะเด็กๆ ด้วยความเอ็นดู แล้วกล่าวให้เด็กๆฟังถึงเหตุผลที่ต้องปิด “บ้านครูน้อย” และอวยพรให้เด็กแต่ละคนโชคดีต่อชีวิตในอนาคตทั้งเรื่องเรียน และการงาน 

แสดงความคิดเห็น

 
Top