0
อย่าซ้ำรอย!การทวงคืนความยุติธรรมในสงครามสกปรกของกองทัพอาร์เจนตินา (1)
Posted: 21 May 2016 03:26 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“วงเวียนแห่งความรัก” ที่จัตุรัสมาโย กรุงบัวโนสไอเรส, ปี 1981
ภาพจาก https://clas.uchicago.edu/blog
“สงครามสกปรก” (the Dirty War) และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในอาร์เจนตินา ได้สร้างบทเรียนที่น่าสนใจหลายประการ เช่น
  • จำนวนเหยื่อที่ถูกคุมขังทรมาน-อุ้มหายสูงมาก ชี้ว่ามีกลไกและเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกว้างขวางมาก  นี่เป็นเรื่องระดับนโยบายของรัฐ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างทำกันเองตามอำเภอใจ
     
  • การต่อสู้เพื่อทวงคืนชีวิตและความยุติธรรมเริ่มจากแม่บ้านกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่เคยสนใจทางการเมืองมาก่อน  นำไปสู่การศึกษาบทบาทของผู้หญิงในการต่อสู้ทางการเมือง
     
  • อะไรทำให้ความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านเจออุปสรรคมากมาย และทำท่าว่าจะไปไม่รอดหลายครั้งหลายหน
     
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและการต่อสู้ขยายพื้นที่ประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญต่อการสถาปนาความยุติธรรม
     
  • ขอบเขตของ “เหยื่อ” ไม่ได้มีแค่คนที่เสียชีวิต-ถูกอุ้มหาย แต่ยังรวมถึงทารกแรกเกิดที่ถูกพรากจากครอบครัว ทำให้การติดตามหาเหยื่อใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน ประการสำคัญ เมื่อเหยื่อยังมีชีวิตอยู่ อายุความของคดีอาญาย่อมไม่สิ้นสุด การเอาผิดย่อมกระทำได้
     
  • เมื่อการเมืองและสังคมเปลี่ยน การตีความกฎหมายก็เปลี่ยนไปด้วย
     
  • การกดดันจากภายนอกประเทศส่งผลต่อการปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมในประเทศเพราะกลัวการแทรกแซงและกระทบต่อ “อำนาจอธิปไตย” ในทางการศาล
     
  • เจตน์จำนงของผู้นำทางการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่ง
     
  • การต่อสู้เพื่อสิทธิในชีวิต สิทธิที่จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนรักที่สูญหายไป สิทธิที่จะได้รับความยุติธรรม ส่งผลให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งมากขึ้น
ฯลฯ
ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่มีหนังสือ-บทความ ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ “สงครามสกปรก” ในอาร์เจนตินาออกมามากมาย เป็นกรณีศึกษาความรุนแรงโดยรัฐและความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญอย่างยิ่งกรณีหนึ่งในแวดวงการศึกษาและสื่อมวลชนต่างประเทศ
บทความชิ้นนี้ อันเป็นตอนที่หนึ่งของสงครามสกปรกในอาร์เจนตินา จะให้ภาพรวมของความรุนแรง และกล่าวถึงขบวนการต่อสู้ทวงคืนชีวิตและความยุติธรรมของกลุ่มผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า “สมาคมแม่แห่งจัตุรัสมาโย” (the Association of the Mothers of the Plaza de Mayo) และ “สมาคมย่ายายแห่งจัตุรัสมาโย” (the Association of the Grandmothers of the Plaza de Mayo)
0000


  21 September 1983. ภาพโดย Daniel García
รูปเงาดำนับพันรูป พร้อมชื่อของคนที่สูญหายไป ถูกนำไปติดตามผนังตึกในใจกลางเมืองบัวโนส ไอเรส afterall.org/photographs-and-silhouettes-visual-politics-in-the-human-rights-movement-of-argentina

“สงครามสกปรก” (the Dirty War) หรือภายใต้ชื่อทางการว่า “กระบวนการจัดองค์กรแห่งชาติ” (the Process of National Reorganization) เริ่มขึ้นหลังการรัฐประหารในเดือนมีนาคม 2519 นำโดยพลตรี จอร์จ ราฟาเอล วิเดลา (Jorge Rafael Videla) ไม่กี่เดือนก่อนรัฐประหาร วิเดลาบอกกับผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เพื่อที่จะสร้างหลักประกันให้กับความมั่นคงของรัฐ คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องตาย” (In order to guarantee the security of the state, all the necessary people will die) และเมื่อถูกถามว่าใครบ้างที่จัดอยู่ในข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ เขาตอบว่า “ใครก็ตามที่อยู่ตรงข้ามกับวิถีชีวิตแบบอาร์เจนตินา”[1] พูดง่ายๆ คือ ใครก็ตามที่ไม่มีความเป็นไทยอาร์เจนตินา  ทันทีหลังการรัฐประหาร สงครามสกปรกก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นกระบวนการและกว้างขวาง ด้วยการอุ้มหายหรือถูกบังคับให้สูญหาย (Forced disappearance) ระบอบทหารมีอำนาจอยู่จนถึงปี 2526

สัญลักษณ์ผ้าผูกผมสีขาว ถูกวาดลงบนพื้นของจัตุรัสมาโย
wikipedia.org/wiki/Mothers_of_the_Plaza_de_Mayo

วิธีการสกปรก

อันที่จริงก่อนการรัฐประหารในปี 2519 กองทัพได้เริ่มสงครามสกปรกอย่างลับๆ ต่อผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกฝ่ายซ้าย/คอมมิวนิสต์ โดยนับแต่กลางทศวรรษ 2510 กระบวนการฝ่ายซ้ายติดอาวุธในอาร์เจนตินาเติบโตมากขึ้นทั้งในเมืองและชนบท ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงต่อกันและกัน แต่ความรุนแรงโดยทหารมีสูงกว่ามากโดยเฉพาะนับแต่ปี 2519 เป็นต้นมา   
ภายหลังรัฐบาลจากการเลือกตั้งขึ้นปกครองประเทศในปี 2526 ประธานาธิบดีราอูล อัลฟองซิน (Raul Alfonsin) ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการสูญหายของบุคคล” หรือ “CONADEP” (National Commission of the Disappearance of Persons) เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงของอาชญากรรมภายใต้รัฐบาลทหาร  สองปีหลังจากนั้น CONADEP ได้เผยแพร่รายงานชื่อ Nunca Mas![2]   (Never Again!) หรือ “อย่าซ้ำรอย!” รายงานระบุว่าระหว่างปี 2516-2526 มีคนที่ถูกอุ้มหายอย่างน้อย 8,961 คน อีกราว 1,300 คนยังไม่ทราบชะตากรรม ส่วนองค์กรสิทธิฯประเมินตัวเลขไว้ที่ราว 30,000 คน ขณะที่เอกสารของตำรวจลับชิลี ที่ประจำการอยู่ในบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ระบุว่าในช่วงเวลาเพียง 3 ปี (2518- ก.ค. 2521) พวกเขานับจำนวนคนที่เสียชีวิตและสูญหายได้ถึง 22,000 คน[3]
ตามรายงานของ CONADEP ร้อยละ 80 ของคนที่ถูกอุ้มหายเป็นคนหนุ่มสาวที่อยู่ในช่วงอายุ 16-35 ปี ร้อยละ 30 เป็นผู้หญิง และร้อยละ 3 ของผู้หญิงเหล่านี้กำลังตั้งครรภ์ เหยื่อมีทุกสาขาอาชีพ (นักเรียน ผู้นำแรงงาน ทนายความ สื่อมวลชน นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ ครูอาจารย์ แม่ชี นักบวช และคนต่างชาติ) การลักพาตัวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในยามวิกาล บางครั้งทหารก็ลากเหยื่อจากข้างถนนขึ้นรถ บางครั้งก็ลากตัวออกจากที่พัก ในหลายกรณีมีคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านเห็นเหตุการณ์ บางครั้งการทรมานและการข่มขืนเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนในครอบครัว หลังจากนั้นพวกเขาจะถูกนำไปไว้ที่ค่ายคุมขัง โดยที่ญาติไม่รู้ว่าพวกเขาถูกพาไปที่ไหนด้วยข้อหาอะไร
เมื่อจำนวนคนที่ถูกอุ้มหายมีมากขนาดนี้ ค่ายคุมขังจึงต้องมีมากตามไปด้วย นั่นคือ 340 แหล่งทั่วประเทศ หลายแห่งอยู่ในค่ายทหารและตำรวจ การดำรงอยู่ของค่ายคุมขังจำนวนมากขนาดนี้ ในระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ ยังหมายความต่อว่า ต้องมีการสนับสนุนทั้งกำลังคนและงบประมาณจำนวนมากจากรัฐบาลและกองทัพ มีกำลังพลจำนวนมากในกองทัพรับรู้และเกี่ยวข้องด้วย  และยังหมายความต่อว่าอาชญากรรมนี้คือนโยบายต่อเนื่องของรัฐบาลทหาร คนที่รอดชีวิตออกมาได้เล่าว่าพวกเขาเห็นนายทหารระดับสูงเข้ามาที่ค่ายคุมขัง  กระนั้นก็ตาม รัฐบาลทหารก็มักปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น และอ้างว่าคนที่หายไปนั้น หนีออกนอกประเทศ หรือถูกฝ่ายเดียวกันสังหารทิ้งเพื่อโยนความผิดให้กับรัฐบาล
ณ ค่ายคุมขัง พวกเขาจะเจอกับการสอบสวนด้วยวิธีซ้อมทรมาน ที่ไม่ได้มีจุดหมายอยู่เพียงการรีดเค้นเอาข้อมูลจากเหยื่อ แต่เพื่อดูถูกเหยียดหยามทำลายศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเหยื่อ  คนที่ยังมีโชคเหลืออยู่บ้าง จะถูกส่งไปยังเรือนจำและขึ้นศาลทหารเพื่อดำเนินคดีต่อไป (คนเหล่านี้ภายหลังเป็นประจักษ์พยานสำคัญบอกเล่าการซ้อมทรมานและเพื่อนร่วมชะตากรรมที่ไม่มีโอกาสรอดชีวิต) แต่คนที่โชคร้ายจะถูกสังหารทิ้งด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ทรมานจนเสียชีวิต สังหารหมู่แล้วฝังรวมกัน หรือเผาศพทิ้งด้วยน้ำมันและยางรถยนต์ บางคนถูกเผาขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ หลังทหารหมดอำนาจ มีความพยายามติดตามหาร่องรอยของเหยื่อ และพบว่ามีหลุมศพหมู่ (mass grave) จำนวนมากที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ตายได้
จำนวนมากถูกฉีดยาสลบให้หลับ แล้วนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกไปกลางทะเล ก่อนจะถูกถีบลงมา ศพจำนวนมากลอยมาเกยชายฝั่งทะเลของอาร์เจนตินาและประเทศเพื่อนบ้าน การชันสูตรพลิกศพพบว่าพวกเขาถูกทรมานและพบแรงกระแทกที่ชี้ว่าตกลงมาจากที่สูง
สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ในระหว่างถูกคุมขัง เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว เด็กจะถูกขายไปให้ครอบครัวอื่น  แล้วสังหารพ่อแม่ทิ้ง นอกจากนี้ ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ถูกทหารลักพาตัวพร้อมกับผู้ใหญ่ในครอบครัว ถ้าเป็นเด็กที่โตจนยากแก่การอุปถัมภ์ของครอบครัวใหม่ ก็จะถูกสังหารทิ้ง  (มีกรณีที่เด็กอายุ 3 และ 5 ขวบถูกสังหารพร้อมแม่)[4] ส่วนเด็กทารกจะถูกนำไปให้ครอบครัวอื่นเลี้ยง บางครอบครัวเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อแม่เด็กโดยตรง พวกเขาเติบโตขึ้นโดยไม่รู้ความเป็นมาที่แท้จริงของตนเอง แต่ปู่ย่าตายายยังพยายามดั้นด้นตามหาลูกหลานของพวกเขาต่อไป ประมาณว่ามีเด็กถึง 500 คนที่ถูกพรากไปจากครอบครัว จนถึงปี 2557 พวกเขาตามหาเด็กเจอ 114 คนแล้ว[5]
ท้าทายอำนาจรัฐด้วยวงเวียนแห่งความรัก (the Circle of Love)[6]

เผด็จการทหารทำให้สังคมอาร์เจนตินาตกอยู่ภายใต้ความกลัวและความเงียบงัน การท้าทายในรูปของการประท้วงหรือตั้งคำถามสามารถทำให้ประชาชนกลายเป็นอาชญากรของรัฐได้ คนกลุ่มแรกที่ออกมาท้าทายอำนาจรัฐคือ แม่บ้านกลุ่มหนึ่งที่เริ่มต้นจาก 14 คน และเพิ่มจำนวนเป็นหลายร้อยคนในเวลาต่อมา พวกเธอได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม “แม่แห่งจัตุรัสมาโย” (Mothers of the Plaza de Mayo) และ “ย่ายายแห่งจัตุรัสมาโย” (Grandmothers of the Plaza de Mayo) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลและการพัฒนาประชาธิปไตยในอาร์เจนตินาในอีกสามทศวรรษต่อมา
ผู้หญิงส่วนใหญ่เหล่านี้เป็นแม่บ้านธรรมดา คนที่ทำงานก็เป็นอาชีพของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ (เช่น รับจ้างเย็บเสื้อผ้า ทำความสะอาด)  พวกเธอได้มารู้จักกันเพราะสาเหตุเดียวคือ ออกตามหาลูกๆ ของเธอตามสถานที่ราชการ สถานีตำรวจ ค่ายทหาร ทำเนียบรัฐบาล ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้คำตอบใด ๆ เมื่อได้พบผู้หญิงอีกหลายคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับตน และเชื่อว่าน่าจะมีอีกมากที่ยังไม่ได้พบเจอ พวกเธอนัดพบกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ่อยขึ้น ในที่สุด พวกเธอทั้ง 14 คน ภายใต้การนำของหญิงแกร่ง อาซูซีนา (Azucena Villaflor de DeVincenti) ที่ลูกชายถูกอุ้มหายไปเช่นกัน ได้ตัดสินใจประกาศเรื่องของตนเองให้สาธารณชนได้รับรู้ ด้วยการนัดเดินเป็นวงกลมรอบจัตุรัสมาโย ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับทำเนียบรัฐบาลและเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมักจัดกิจกรรมทางสังคม  เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีวิเดลา ตอบคำถามว่าลูกๆของเธอหายไปไหน
แม่ 14 คนนี้เริ่มเดินครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน 2520 ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะแรงแค่ไหน วงเวียนแห่งความรักนี้จะปรากฏขึ้นทุกบ่ายวันพฤหัสบดี ยิ่งเดิน จำนวนแม่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยคน  พวกเธอมีจุดหมายเดียวกันคือ เรียกร้องขอลูกคืน
แต่เพียง 8 เดือนหลังจากนั้น อาซูซีนา และแม่ผู้ก่อตั้งกลุ่มอีกสองคน คือ มาเรีย (Maria Eugenia Ponce de Bianco) และเอสเธอร์ (Esther Bllestrino de Careago) ก็ถูกลักพาตัวออกจากบ้านและหายสาบสูญไป ดูเหมือนอาซูซีนารู้ดีว่าเธอตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างไร ไม่กี่วันก่อนจะเกิดเหตุร้าย เธอจึงบอกกับเพื่อนๆ ในกลุ่มว่า “หากมีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน พวกเธอเดินหน้าต่อไป อย่าลืมเด็ดขาด!”[7]
การอุ้มหายของแม่สามคนทำให้คนที่เหลืออยู่หวาดกลัว และการเดินหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความกลัวก็ไม่สามารถเอาชนะความรักของพวกเธอได้ ไม่นานหลังจากนั้น พวกเธอกลับมารวมตัวกันใหม่ภายใต้การนำของเอเบ้ เด โบนาฟินี่ (Hebe De Bonafiniและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แม้จะเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา แต่พวกแม่-ย่ายายพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ยอมให้การหายตัวไปของลูกๆ “เงียบหายไป” พวกเธอเรียนรู้-คิดค้นสารพัดวิธีที่จะทำให้โลกรับรู้ความทุกข์ของพวกเธอ (ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและคำแนะนำด้านยุทธวิธีจากเอ็นจีโอกลุ่ม SERPAJ ด้วย) จนได้รับความสนใจจากสาธารณชน สื่อทั้งและต่างประเทศ วิธีการที่พวกเธอใช้ เช่น[8]            
  • แต่ละคนมีสัญลักษณ์เป็นผ้าสีขาวผูกผม ปักชื่อลูกไว้บนผ้า และถือภาพถ่ายของลูกไว้
     
  • ในปี 2521 อาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก การเดินขบวนของพวกแม่กลายเป็นจุดสนใจของนักข่าวจากทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อมีนักฟุตบอลบางคนจากทีมยุโรปร่วมเดินขบวนด้วย เช่นเดียวกัน เมื่อมีการประชุมอนามัยโลกที่บัวโนส ไอเรส พวกแม่ก็ไปปรากฏตัวและได้รับความสนใจจากสื่อต่างชาติ
     
  • จัดพิมพ์จดหมายข่าว
     
  • เดินสายต่างประเทศเพื่อบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ พวกเธอได้รับการสนับสนุนจาก สหประชาชาติ, Amnesty International, รัฐบาลคาร์เตอร์ของสหรัฐอเมริกา
     
  • ซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์เพื่อตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี ศาลฎีกา ผู้บัญชาการทหาร ผู้นำคณะรัฐประหาร ผู้นำศาสนา พร้อมด้วยชื่อคนที่สูญหาย
     
  • แจกจ่ายเอกสารและโปสเตอร์ตามสถานที่สาธารณะ บนรถประจำทาง รถไฟ สภาคองเกรส
     
  • เชิญชวนคนมีชื่อเสียงแสดงการสนับสนุนการรณรงค์ของพวกเธอ
     
  • จัดประชุมลับที่บ้านหรือโบสถ์ในเวลาที่การเดินขบวนทำไม่ได้หรือเสี่ยงเกินไป
     
  • จดทะเบียนจัดตั้งสมาคมแม่และย่าย่ายแห่งจัตุรัสมาโย และจัดตั้งสาขาในต่างจังหวัด
     
  • ขัดขืนไม่ยอมรับกฎหมายที่ห้ามการชุมนุมประท้วง
     
  • ประกาศไม่สนับสนุนการทำสงครามฟอล์คแลนด์ เพราะเห็นว่าเป็นความพยายามเบี่ยงเบนปัญหาภายในของรัฐบาลทหาร
     
  • ใช้ยุทธวิธี “ฟ้าแลบ” รวมกลุ่มกันวิ่งฝ่าเครื่องกีดขวางของตำรวจ ที่ไม่ยอมให้พวกเธอเข้าไปใช้พื้นที่จัตุรัสมาโย
     
  • วาดรูปเงาดำนับพันรูป พร้อมชื่อของคนที่สูญหายไป ติดตามผนังตึกในใจกลางเมืองหลวง

เมื่อเข้าสู่กลางทศวรรษ 2520 วิกฤติเศรษฐกิจทำให้ความนิยมของทหารเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว วิธีการกำจัดประชาชนเริ่มถูกตั้งคำถามจากคนในสังคม เมื่อความนิยมเริ่มเสื่อมถอย รัฐบาลทหารแก้ปัญหาด้วยการตัดสินใจพาประเทศเข้าสู่สงคราม หวังใช้กระแสชาตินิยมกลบปัญหาภายในประเทศ ด้วยการบุกยึดหมู่เกาะมาร์วินัส (Marvinas) หรือฟอล์คแลนด์ (Falklands) ที่อยู่ใต้การยึดครองจากอังกฤษ สงครามดำเนินอยู่สามเดือน (ในวันที่ 2 เม.ย.-ก.ค. 2525) ผลคือ อาร์เจนตินาพ่ายแพ้อย่างยับเยินจนต้องประกาศยอมแพ้
ความพ่ายแพ้นี้ทำให้ระบอบทหารถูกโจมตีจากประชาชนมากขึ้น นายพลลิโนโปลโด ฟอร์ตูนาโต กัลเตียรี่ ต้องลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในทันที คนที่สืบทอดอำนาจต่อคือนายพลเรย์นัลโด เบนิโต แอนโตนิโอ บิโยเน (Reynaldo Benito Antonio Bignoneเศรษฐกิจที่ดิ่งเหวทำให้บิโยเนตัดสินใจประกาศคืนอำนาจให้ประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคม 2526
หลังสงครามฟอล์คแลนด์ กลุ่มแม่-ย่ายายได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น พวกเธอประกาศแผน “March of Resistance” (ก้าวแห่งการขัดขืน) ในวันที่ 10 ธันวาคม 2526 โดยเดินรอบจตุรัสมาโยติดต่อกัน 24 ชั่วโมง มีประชาชนนับพันคนร่วมเดินกับพวกเธอ นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ชี้ว่าระบอบทหารหมดสิ้นความชอบธรรมแล้ว
หลังจากนี้ รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของประธานาธิบดีราอูล อัลฟองซิน (Raul Alfonsin) มีเจตน์จำนงอันแน่วแน่ที่จะนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่เขาก็ต้องประสบกับการโต้กลับของกองทัพหลายครั้งหลายหนจนต้องยอมประนีประนอม แม้ทหารจะไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกต่อไป แต่พวกเขายังมีกองกำลังและอาวุธเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐบาลพลเรือน รวมทั้งเครือข่ายอำนาจรัฐเก่ายังช่วยกันทำงานปกป้องกองทัพอย่างแข็งขัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของอาร์เจนตินาต้องใช้เวลายาวนานอีกถึงสองทศวรรษ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


เชิงอรรถ

[1] Rita Arditti, “The Grandmothers of the Plaza de Mayo and the Struggle against Impunity in Argentina”, Meridiansfeminism, race, transnationalism, Vol 3, No. 1, (2002), p. 19.
[2] ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสงครามสกปรก อ้างจาก Nunca Más (Never Again), Report of Conadep (National Commission of the Disappearance of Persons), 1984. http://www.desaparecidos.org/nuncamas/web/english/library/nevagain/nevagain_001.htm
[3] “On 30th Anniversary of Argentine Coup, New declassified details on repression and U.S. support for military dictatorship”, The National Security Archives23 March 2006, http://nsarchive.gwu.edu/NSAEBB/NSAEBB185/
[4] "Nieto Recuperado" - Born to Parents Disappeared by Argentina's Dictatorship, Kidnapped and Raised by a Military Family, a "Recovered Grandchild" Finds His Way Home”, Democracy Now. 12 November 2010.http://www.democracynow.org/2010/11/12/nieto_recuperado_born_to_parents_disappeared
[5] “Grandmother Finds Grandson, Abducted In Argentina's Dirty War”, NPR. 7 August 2014, http://www.npr.org/sections/parallels/2014/08/07/338498098/activist-finds-her-grandson-abducted-during-argentinas-dirty-war
[6] มาจากชื่อหนังสือ Circle of Love over Death: Testimonies of the Mothers of the Plaza de Mayo by Matilde Mellibovsky, translated by Maria and Matthew Proser, (Willimantic, CT: Curbstone Press, 1997).
[7] Rita Arditti, op.cit. p. 21.
[8] Lester Kurtz, “The mothers of the disappeared challenging the junta in Argentina (1977-1983)”, International Center on Nonviolent Conflict July 2010, https://www.nonviolent-conflict.org/the-mothers-of-the-disappeared-challenging-the-junta-in-argentina-1977-1983/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 20 พฤษภาคม 2559. 

แสดงความคิดเห็น

 
Top