0

งานวิจัยค้นพบ ความดันปกติแต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจควรกินยารักษาระดับความดัน
ผลการศึกษาระบุว่าแพทย์จะสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้มากขึ้นหากให้ยาควบคุมความดันโลหิตแก่ผู้ป่วยทุกคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ ถึงแม้ผู้ป่วยจะที่มีความดันปกติก็ตาม ซึ่งต่างจากแนวทางปฏิบัติทั่วไปในปัจจุบันที่จะแนะนำการให้ยาแก่ผู้ป่วยเฉพาะเมื่อมีความดันสูงเกินบางระดับเท่านั้น
ความดันสูงถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งแนวทางปฏิบัติในปัจจุบันที่กำหนดโดยสถาบันแห่งชาติเพื่อความยอดเยี่ยมด้านสุขภาพและการดูแลของอังกฤษแนะนำว่าผู้ป่วยควรได้รับยาทานเมื่อความดันเลือดสูงถึง 140 มม.ปรอทเท่านั้น กระทั่งสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมากอย่างเช่น คนที่เคยมีอาการโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตกมาก่อนก็จะมีแต่การติดตามดูอาการเท่านั้นโดยไม่ได้ให้ยาควบคุมความดัน หากความดันไม่สูงถึงระดับ 140 มม.ปรอท
ตอนนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกกำลังเรียกร้องให้แพทย์มุ่งสนใจความเสี่ยงต่างๆ ของแต่ละบุคคล แทนที่จะยึดตามเกณฑ์ความดันเลือดที่ตายตัว โดยผู้เชี่ยวชาญได้ทำการวิเคราะห์ผลการทดลองมากกว่า 100 ครั้ง กับผู้ป่วยประมาณ 600,000 คนในช่วงเวลาจากปี 2509 ถึง 2558 และพบว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงสุด (ประกอบด้วยคนสูบบุหรี่ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงและคนอายุเกิน 65 ปีที่มีโรคเบาหวาน) จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการทานยารักษาระดับความดัน โดยโอกาสเกิดหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตกลดลง
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวก็ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดบอกว่าทุกคนควรได้รับยาทาน และเตือนว่าต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงจากการทานยาด้วย โดยผลการศึกษาชี้ว่าหากผู้ป่วยยิ่งมีความดันเลือดตั้งต้นต่ำ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์จากการลดความดันน้อยลง นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตก็มีส่วนช่วยในการลดความดันโดยไม่ต้องใช้ยาได้เช่นกัน
ศาสตราจารย์เลียม สมิธจากวิทยาลัยอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนของลอนดอนเห็นด้วยว่าข้อค้นพบมีความสำคัญต่อผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุด แต่เตือนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทนต่อการลดความดันเลือดของตนให้อยู่ในระดับต่ำๆ ได้ และมีความจำเป็นต้องถ่วงดุลระหว่างผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและประโยชน์ที่อาจได้รับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ดร.ทิม ชิโคจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์บอกว่าการทานยาไม่ได้เป็นหนทางเดียวในการจัดการปัญหา “เราทุกคนสามารถลดความดันของตัวเองได้ อย่างปลอดภัย ประหยัดและได้ผลเช่นเดียวกับการกินยา ด้วยการกินที่เน้นประโยชน์เพื่อสุขภาพมากขึ้น ทำกิจกรรมทางกายภาพมากขึ้น ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม”


แสดงความคิดเห็น

 
Top